
ปรับเอ็มโอยูรถไฟไทย-จีนยืดหยุ่นขึ้น
เปิดช่องให้เอกชนร่วมเดินรถ หวั่นขั้นตอนมากส่อไม่ทันปี
’54โพสต์ทูเดย์
— อนุกรรมการทำเอ็มโอยูรถไฟไทยจีน ปรับหลักการตั้งบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน เปิดเงื่อนไขกว้างขึ้น หวังยืดหยุ่นถกจีนนายจุฬา สุขมานพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะทำงานย่อยเพื่อดำเนินการจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) ระหว่างไทยจีน ฝ่ายไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานได้ปรับเปลี่ยนหลักการในการร่างเอ็มโอยูความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทยจีนใหม่ โดยเปิดกว้างเพื่อให้เจรจาตกลงกับจีนได้ง่ายขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
จากเดิมที่ประชุมก่อนหน้านี้ ได้กำหนดให้จัดตั้ง 2 บริษัท คือ 1.บริษัทในการดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยไทยถือหุ้น 51% และจีนถือหุ้น 49% และ 2.บริษัทเดินรถ โดยจีนจะถือหุ้นมากกว่าคือ 51% และไทยถือหุ้น 49% เพื่อให้การดำเนินงานไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ
ในการประชุมครั้งนี้ ได้ปรับเป็นให้การจัดตั้งเฉพาะบริษัทในการดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และให้มีสิทธิในการหาประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวด้วย ส่วนบริษัทเดินรถนั้นเป็นเรื่องที่บริษัทโครงสร้างพื้นฐานจะกำหนดต่อไป ซึ่งจะเป็นข้อตกลงระหว่างไทยจีน โดยอาจมีการจ้างให้เอกชนเข้ามาเดินรถหรือไทยจีน ร่วมเปิดสัมปทาน การเดินรถได้
“
สาเหตุที่ต้องเปิดกว้างเรื่องการกำหนดสัดส่วนต่างๆ รวมทั้งการเดินรถนั้น เพราะกระทรวงการคลังต้องการเปิดกว้างในส่วนของการเจรจา อีกทั้งได้คิดเผื่อในอนาคตว่า ต่อไปอาจมีเอกชนไทยจีน ขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางที่ก่อสร้างด้วย บริษัทเดินรถที่ตั้งขึ้นจะได้มีรายได้จากการเก็บค่าใช้ราง” นายจุฬา กล่าวสำหรับสาเหตุที่ต้องการพ่วงสิทธิการใช้ประโยชน์ไปพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเปิดโอกาสให้มีการหารายได้เพิ่มขึ้น เพราะคาดว่าการให้สัมปทานเพียง 30 ปีนั้น จะไม่คุ้มค่าการลงทุนในโครงการที่ใช้เงินเกือบ 2 แสนล้านบาท ดังนั้นการให้สัมปทานพื้นที่ช่วงแรก 30 ปี และสามารถต่อสัญญาได้อีก 20 ปีนั้น คณะทำงานมีความเห็นร่วมกันว่าเหมาะสมแล้ว
นายจุฬา กล่าวว่า ส่วนขั้นตอนต่อจากนี้ คณะทำงานจะส่งรายละเอียดทั้งหมดให้นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะคณะทำงานเพื่อดำเนินงานความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทยจีน ในช่วงต้นเดือน ม.ค. 2554
หลังจากนั้น กระทรวงคมนาคมจะนัดเจรจาเพื่อร่างเอ็มโอยูร่วมกันกับฝ่ายจีน ก่อนส่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. จากนั้นต้องเปิดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น ก่อนเสนอให้รัฐสภาพิจารณาผ่านร่างบันทึกข้อตกลง
ขั้นตอนต่อไป ฝ่ายรัฐมนตรีไทยจีนจะต้องหารือกัน ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติต้องมีคณะทำงานขึ้นมาเพื่อรับแผนการดำเนินการทั้งหมดไปปฏิบัติตามกระบวนการ มีการศึกษาแนวเส้นทางส่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาความเหมาะสม โดยคาดว่าขั้นตอนต่างๆ อาจไม่เสร็จทันในปี 2554







