posttoday
WHAUP ส่งท้ายปีกำไรปกติ Q3/64 โต 39%

WHAUP ส่งท้ายปีกำไรปกติ Q3/64 โต 39%

12 พฤศจิกายน 2564

WHAUP ส่งท้ายปีกำไรปกติ Q3/64 โต 39% พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.0925 บาท

ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2564 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ รับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานปกติ และกำไรจากการดำเนินงานปกติ ซึ่งเป็นดัชนีหลักที่สะท้อนผลการดำเนินงานจำนวน 761 ล้านบาท และ 277 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 17% และ 39% จากไตรมาส 3 ปี 2563 ในขณะที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาส 3 ปี 2563 สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตของปริมาณยอดขายและบริหารจัดการน้ำทั้งในประเทศและเวียดนาม รวมถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้และส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานปกติ และกำไรจากการดำเนินงานปกติ จำนวน 2,332 ล้านบาท และ 734 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% และ 21% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2563 ในขณะที่มีกำไรสุทธิจำนวน 582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธุรกิจสาธารณูปโภค ภาพรวมธุรกิจสาธารณูปโภคทั้งในไทยและเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ปี 2564 มีปริมาณการจำหน่ายและบริหารน้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมกันเท่ากับ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาส 3 ปี 2563 และอยู่ระดับเดียวกับยอดจำหน่ายและบริหารน้ำในไตรมาส 2 ปี 2564 ขณะที่ในงวด 9 เดือนของปี 2564 ปริมาณการจำหน่ายน้ำและบริหารน้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เท่ากับ 103 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2563 เนื่องจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีการขยายกำลังการผลิต และลูกค้ารายใหม่จากกลุ่มโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี รวมถึงการกลับมาดำเนินงานตามปกติของกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม โดยในไตรมาสนี้ บริษัทฯ รับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากการจำหน่ายน้ำให้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ GSRC ของ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ที่ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในส่วนของหน่วยผลิตที่ 1 ไปแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 และคาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มเติมจากหน่วยผลิตที่ 2 ที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มในไตรมาส 4 ปี 2564

บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value added product) จากการนำน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการบำบัดและใช้ใหม่ (Wastewater Reclamation) ไปผลิตและเพิ่มมูลค่าเป็นน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) และน้ำอุตสาหกรรมคุณภาพสูง (Premium Clarified Water) ส่งผลให้ในไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ มีปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value added product) จำนวน 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 29% และ 94% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2563 นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาหลากหลายโครงการ อาทิ โรงบำบัดน้ำแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (WHA RY36) กำลังการผลิต 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โครงการผลิตน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุสำหรับจำหน่ายแก่ลูกค้านอกนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ ด้วยกำลังการผลิต 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และโครงการแหล่งน้ำดิบทางเลือก กำลังการผลิต 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

ขณะที่ธุรกิจสาธารณูปโภคในต่างประเทศนั้น โครงการดวง ริเวอร์ เซอร์เฟส วอเตอร์แพลนท์ (Duong River Surface Water Plant: SDWTP) ที่ประเทศเวียดนามในไตรมาส 3 ปี 2564 มียอดจำหน่ายน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2563 และเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 แม้ว่าในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมากรุงฮานอยจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้มีมาตรการล็อคดาวน์เมืองอย่างเข้มงวด ในขณะที่ยอดจำหน่ายน้ำ 9 เดือนแรกของปี 2564 เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามจากการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลเวียดนามดอง ทำให้ในไตรมาส 3 ปี 2564 นี้ บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากโครงการ SDWTP ในระดับใกล้เคียงกันกับไตรมาสก่อนหน้า สำหรับบริษัท เก๋อ หล่อ วอเตอร์ ซัพพลาย (Cua Lo Water Supply) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายน้ำประปาได้มีการก่อสร้างเพื่อขยายกำลังผลิตเพิ่มเป็น 8.4 ล้านลูกบาศก์เมตรแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการดำเนินการวางท่อเพิ่มเติมเพื่อขยายเขตและรองรับปริมาณการใช้น้ำประปาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของประชากรที่สูงขึ้น และปริมาณการใช้น้ำในอนาคตของลูกค้าในนิคมอุสาหกรรมของกลุ่มดับบลิวเอชเอ โครงการขยายท่อดังกล่าวคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2565

ธุรกิจไฟฟ้า ในไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งกำไรปกติจากธุรกิจไฟฟ้าจำนวน 256 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2563 แม้ปรับตัวลง 7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2564 โดยมีปัจจัยหลักมาจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ทั้ง 8 แห่งที่มีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยอดจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น แม้จะมีปัจจัยลบจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นในไตรมาส 3 ปี 2564 ในขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้า IPP ผลการดำเนินงานลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าและเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ส่วนแบ่งกำไรปกติของธุรกิจไฟฟ้าลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2563 และ 9 เดือนแรกของปี 2563 จากการที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน Gheco-One หยุดซ่อมบำรุงเพิ่มเติมอีก 28 วันในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ส่วนแบ่งกำไรปกติจากโรงไฟฟ้า Gheco-One จะกลับมาฟื้นตัวจากการที่โรงไฟฟ้าดังกล่าวได้กลับมาดำเนินงานตามปกติแล้ว

ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนนั้น บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนส่งผลให้พอร์ตเติบโตต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้ 33 ล้านบาท จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้นกว่า 50 เมกะวัตต์ โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มจำนวน 4 โครงการ รวมทั้งสิ้น 22 เมกะวัตต์ โดย 1 ใน 4 โครงการ คือ โครงการ Prinx Chengshan ขนาด 19 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดเมกะวัตต์สูงที่สุดที่บริษัทฯ เคยติดตั้งมา มีอายุสัญญา 25 ปี ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์รวมแล้วทั้งสิ้น 85 เมกะวัตต์ และบริษัทฯ มั่นใจว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการพลังงานแสงอาทิตย์รวมทั้งหมดได้เกิน 90 เมกะวัตต์ สูงกว่าเป้าปี 2564 ที่วางไว้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (WHAUP) ยังได้กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจสาธารณูปโภคภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในประเทศไทยทั้ง 11 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมโซลูชันพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การร่วมมือกับ บมจ.ปตท. และบริษัท เซอร์ทิส เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มพลังงานอัจฉริยะเพื่อซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่มลูกค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ ได้แก่ ระบบการซื้อขายไฟฟ้าแบบ P2P Energy Trading โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทดลองด้านนวัตกรรมพลังงาน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC Sandbox) ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังทดสอบการนำระบบกักเก็บพลังาน Battery Energy Storage System (BESS) มาใช้ควบคู่กับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยบริษัทฯ เชื่อว่านวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้ จะสร้างโอกาสในการขยายกำลังการผลิตในส่วนของ Renewable Energy และ Business Model ใหม่ให้กับบริษัทฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน