
ปตท.สผ.เปิด 3 กลยุทธ์เพิ่มผลิตก๊าซฯรองรับดีมานด์โต ลุ้นรัฐเปิดสัมปทานอ่าวไทยเพิ่ม
“มนตรี” ซีอีโอปตท.สผ. โชว์วิสัยทัศน์รุกธุรกิจปิโตรเลียมพื้นที่ยุทธศาสตร์-ต่อยอดเทรนด์ธุรกิจใหม่ มองปีหน้าปริมาณขายปิโตรเลียมโต 6-7% พร้อมเร่งปลดล็อกพื้นที่แหล่งเอราวัณ
นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของปตท.สผ. ว่าได้วางแนวทางดำเนินธุรกิจในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. สร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมซึ่งเป็นธุรกิจหลัก เน้นการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ มีความชำนาญ ได้แก่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง โดยเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเป็น 80% และน้ำมัน 20% ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านเทคโนโลยีการดักจับ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage หรือ CCS)
2. ลงทุนในธุรกิจใหม่ (Beyond E&P) 3 ด้าน คือธุรกิจด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ โดยลงทุนผ่านบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ธุรกิจไฟฟ้าที่ต่อยอดจากก๊าซธรรมชาติ เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ (Gas to Power) และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)
3.การลงทุนในธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ซึ่งมุ่งสู่พลังงานสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และ การกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage หรือ CCUS) ตลอดจนพลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคต (Future Energy) เช่น พลังงานไฮโดรเจน
อย่างไรก็ตามแนวโน้มความต้องการใช้ก๊าซฯจะปรับสูงขึ้นหลังเริ่มเปิดประเทศ ทั้งการนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องพยายามเร่งสำรวจแหล่งก๊าซฯใหม่ ซึ่งในระยะยาวสนับสนุนให้มีการเปิดสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่ยังมีศักยภาพเพื่อรองรับการใช้ก๊าซฯที่มีการเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับในปี 2564 ปตท.สผ. ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายปริมาณขายปิโตรเลียมจากเดิม 4.12 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบเป็น 4.17 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งปริมาณที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากโครงการในต่างประเทศ และคาดการณ์ในปี 2565 จะมีปริมาณขายเติบโตได้ 6 % โดยคาดการณ์ราคาขายก๊าซธรรมชาติที่ประมาณ 5.7 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู และตั้งเป้ารักษาระดับต้นทุนต่อหน่วยที่ประมาณ 28-29 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ และอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาที่ประมาณ 70-75% ของรายได้จากการขาย
นายมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านสิทธิการดำเนินการของแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) ว่าขณะนี้ปตท.สผ. ยังคงไม่สามารถเข้าพื้นที่เพื่อติดตั้งแท่นผลิตและท่อใต้ทะเลได้ตามแผน แม้บริษัทจะยอมรับเงื่อนไขการเข้าพื้นที่ของผู้รับสัมปทานปัจจุบันแล้วก็ตาม ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการผลิตก๊าซธรรมชาติตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC)
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ประสานงานกับผู้ซื้อและหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางแผนให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และจะพยายามเร่งการลงทุนในแหล่งอื่น ๆที่มีศักยภาพเพียงพอ เพื่อชดเชยปริมาณการผลิตที่หายไปบางส่วน
“แหล่งเอราวัณ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งยืนยันจะไม่ให้กระทบต่อปริมาณก๊าซในประเทศโดยจะจัดหาก๊าซจากแหล่งอาทิตย์มาเพิ่มอีก 110 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน และแหล่งแหล่งบงกชเพิ่มอีก 150 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ซึ่งยืนยันจะไม่ทำให้กระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า”







