posttoday
ไทยยื่นสัตยา RCEP กระตุ้นส่งออกขยายตลาดการค้า

ไทยยื่นสัตยา RCEP กระตุ้นส่งออกขยายตลาดการค้า

01 พฤศจิกายน 2564

"จุรินทร์” เดินหน้าเพิ่มการค้า-การส่งออก หลังลงนาม RCEP ชี้ไทยได้ประโยชน์ลดภาษีสินค้าเหลือ 0% ทันที 29,891 รายการทั้ง ผลไม้สดและแปรรูป สินค้าประมง ยางพารา

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่าไทยได้ยื่นสัตยาบันสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership)หรือ RCEP ต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนแล้วร่วมกับ15 ประเทศโดย ประกอบด้วย อาเซียน 10 ประเทศ กับอีก 5 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งได้มีการเจรจาและเป็นที่ยุติ เมื่อปี 2562

ขณะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมกันเสร็จสิ้นแล้วในเวลานั้น แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่กำหนดไว้ คือ สมาชิกอาเซียนจำนวนอย่างน้อย 6 ประเทศ และประเทศนอกสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 3 ประเทศ จะต้องร่วมให้สัตยาบัน ซึ่งขณะนี้สมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย สิงคโปร์ บรูไนฯ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ได้ยื่นสัตยาบันแล้ว

ส่วนประเทศนอกสมาชิกอาเซียน มีจีนกับญี่ปุ่นยื่นสัตยาบันแล้ว หากมีอีก 1 ประเทศ ก็ถือว่าครบตามเงื่อนไข ซึ่งคาดว่าต้นปีหรือเดือนมกราคม 2565 ความตกลง RCEP จะมีผลบังคับใช้ในประเทศสมาชิก 15 ประเทศต่อไป ซึ่งจะทำให้ RCEP กลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรรวมกันถึง 2,300 ล้านคน คิดเป็น 30% ของประชากรโลก และทำให้กลุ่มประเทศ RCEP มีจีดีพี 33.6% ของจีดีพีโลก หรือ 1 ใน 3 ของจีดีพีโลก มูลค่าการค้าประมาณ 30% ของมูลค่าการค้าโลก

ทั้งนี้หากมีผลบังคับใช้ก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย  เช่นกรณีการส่งออกสินค้าอย่างน้อย 39,366 รายการ จะลดภาษีนำเข้าเหลือศูนย์ จำนวน 29,891 รายการ ทันทีที่บังคับใช้  ขณะเดียวกันจะเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าไทยหลายรายการ เช่น ผลไม้สดและแปรรูป สินค้าประมง ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์และส่วนประกอบ พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เป็นต้น

นอกจากนี้ไทยจะได้รับการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะการส่งออกเมื่อสินค้าไปเข้าสู่ด่าน และหากเป็นสินค้าเน่าเสีย ผู้ค้าจะต้องปล่อยสินค้าภายในเวลา 6 ชั่วโมง จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกผลไม้ ผักและสินค้าเน่าเสียหลายรายการของไทย

รวมทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ หรือระบบออนไลน์ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการการค้าออนไลน์มีตลาดกว้างขึ้น มีกฎเกณฑ์กติกาชัดเจน และผู้บริโภคของไทยก็จะได้รับความคุ้มครองมากขึ้น จากการนำเข้าสินค้าผ่านระบบออนไลน์ จากประเทศสมาชิก RCEP

อย่างไรก็ตามยังได้รับประโยชน์จากการที่มีผู้เข้ามาลงทุน โดยไทยสามารถส่งออกสินค้าบริการไปยังสมาชิกได้มากขึ้น ภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ธุรกิจการก่อสร้าง ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพแข่งขันได้ดีมาก การค้าปลีก โดยไปเปิดห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวมทั้งการให้บริการด้านสุขภาพ ภาพยนตร์ และผลิตภัณฑ์ด้านบันเทิงแอนนิเมชั่น เป็นต้น และทำให้ไทยจะมีทางเลือกในการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนจากประเทศสมาชิกที่มีความหลากหลายขึ้น

สำหรับการค้าระหว่างไทยกับ RCEP มีมูลค่าการค้ารวม 2.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.87 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57.5 ของการค้ารวมของไทย โดยไทยส่งออกไป RCEP มูลค่า 1.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.83 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 53.3 ของการส่งออกไทยไปโลก และไทยนำเข้าจาก RCEP มูลค่า 1.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือ4.04 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 62.1 ของการนำเข้าไทยจากโลก

นายจุรินทร์  กล่าวว่า  RCEP เป็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) ฉบับที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประชากรรวมกัน 2,300 ล้านคน (30.2% ของประชากรโลก) มี GDP รวม 28.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (33.6% ของ GDP โลก) มีมูลค่าการค้ารวม 10.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (30.3% ของมูลค่าการค้าของโลก)

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับจากความตกลง RCEP ที่เป็นรูปธรรม คือ สมาชิก RCEP จะยกเลิกภาษีนำเข้าที่เก็บกับสินค้าไทย 39,366 รายการ โดยลดภาษีเหลือ 0% ทันที 29,891 รายการ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าไทย ผลไม้สดและแปรรูป สินค้าประมง น้ำผลไม้ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้า ปรับพิธีการศุลกากรให้รวดเร็ว มีการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งเสริมการลงทุนและธุรกิจบริการไทย - ก่อสร้าง ค้าปลีก สุขภาพ ภายนตร์และบันเทิง และการขยายห่วงโซ่การผลิต อีกทั้งยังเพิ่มทางเลือกในการใช้วัตถุดิบจาก 15 ประเทศ RCEP มาผลิตและส่งออกไปตลาด RCEP โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและความยุ่งยากในการบริหารจัดการ 

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย