
บริหารความเสี่ยงบนบริหารความเสี่ยง
ข่าวคราวหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่ดังเหมือนข่าวการขึ้นเงินเดือนของท่าน สส. สว.หรือข่าว จิ๊บ โจ๊ก ไผ่เขียว แต่ก็เป็นข่าวที่น่าสนใจ ก็คือ ข่าวการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท เอ.พี.เอฟ. อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ จำกัด แล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2553 จากปัญหาด้านการเงิน ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับกิจการธุรกิจประกันภัย ได้ขอความร่วมมือจากบริษัทประกันภัยให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ทำประกันไว้กับ เอ.พี.เอฟ.ฯ แล้ว
ข่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าเราจะบริหารความเสี่ยง โดยการทำประกัน ซึ่งก็คือ การโอนความเสี่ยงที่เราจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการเงินจากการรักษาพยาบาล การเสียชีวิต หรือทรัพย์สินแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปลอดภัยจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแล้ว เพราะบริษัทประกันที่เราเลือกใช้บริการ ก็อาจประสบปัญหาอย่างกรณีดังกล่าวก็ได้ เข้าทำนอง หนีเสือปะจระเข้ เหมือนผมเองที่ครั้งหนึ่งต้องเสียเบี้ยประกันไปฟรีๆ กว่า 2 หมื่นบาท เพราะบริษัทประกันรถยนต์ที่เราใช้บริการต้องปิดกิจการ
ซึ่งปัญหาที่ผมยังถือว่าเด็กๆ เพราะหากเป็นปัญหาที่เกิดกับประกันชีวิต ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นเงินออมก้อนสูงของเรา และเป็นเงินออมเพื่อใช้ในระยะยาว เช่น ตอนวัยเกษียณ หรือเพื่อชำระค่าเทอมให้ลูกตอนเรียนมหาวิทยาลัย หรือตอนที่จำเป็น เช่น ตอนเจ็บไข้ได้ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล หรือตอนเสียชีวิต ฯลฯ ลองคิดดูว่าหากบริษัทประกันที่เราเป็นลูกค้ามีปัญหา เราจะพบความลำบากมากเพียงใด
ดังนั้น แม้เราจะบริหารความเสี่ยง เราก็ควรจะ “บริหารความเสี่ยงบน บริหารความเสี่ยง” เผื่อไว้ด้วย โดยพิจารณา ดังนี้
1.เลือกบริษัทประกัน
เลือกบริษัทประกันที่มั่นใจได้ในความมั่นคง โดยอาจเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่ http://www. oic.or.th/th/home/index.php โดยอาจเข้าไปดูในหัวข้อ “การฝ่าฝืนกฎหมาย” เพื่อดูประวัติการทำผิดกฎหมายของบริษัทประกันต่างๆ
ศึกษาฐานะของบริษัทประกัน โดยดูในหัวข้อ “เกี่ยวกับบริษัทประกันภัย” และเลือก “การเปิดเผยข้อมูลบริษัท”
2.เลือกกรมธรรม์แบบที่เหมาะกับความจำเป็นของตน โดยต้องประเมิน ความเสียหายที่อาจจะเกิดกับตนเองว่า หากมีภัยต่างๆ เกิดขึ้น เช่น หากเสียชีวิต ครอบครัวเดือดร้อนหรือไม่ หรือหากเจ็บป่วย จะมีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ ฯลฯ และเราต้องการทำประกันเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เช่น เพื่อความคุ้มครอง เพื่อใช้จ่ายยามเกษียณ เพื่อการศึกษาของลูก หรือเพื่อออมทรัพย์ ฯลฯ เพราะประกันมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบสะสมทรัพย์ แบบคุ้มครองตลอดชีพ แบบเงินได้ประจำ ฯลฯ ซึ่งแต่ละแบบก็มีรูปแบบและสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน
3.ความสามารถที่จะจ่ายเบี้ยประกันมีมากน้อยแค่ไหน เมื่อประเมินแล้วว่าตนมีความต้องการทำประกันชีวิตประเภทไหนและต้องการเงินมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องคิดกลับไปด้วยว่าแบบกรมธรรม์ในวงเงินที่ตนต้องการนั้น ต้องเสียเบี้ยประกันมากน้อยแค่ไหน เป็นระยะเวลานานเท่าไร และเมื่อพิจารณาสถานะการเงินของครอบครัวทั้งปัจจุบันและเผื่อไปถึงอนาคตแล้ว เรามีความสามารถที่จะจ่ายเบี้ยประกันได้ครบตามสัญญาหรือไม่ เพราะถ้าไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันได้ตลอดระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน ก็ถือว่าผิดสัญญาที่ให้ไว้กับบริษัทประกัน และอาจมีผลเสียที่ทำให้ไม่ได้ผลประโยชน์ที่พึงได้รับ
จะเห็นได้นะครับว่าการเลือกประกันชีวิต เราควรต้องเลือกให้ดีก่อนซื้อ เพราะเป็นการออมแบบผูกพันระยะยาวหลายๆ ปี ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเลือกซื้อประกัน แต่หากไม่ทราบหรือไม่มีข้อมูล ก็ลองติดต่อ สายธุรกิจเงินฝากและการตลาด ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 026803333 หรือ [email protected] ตลอดจนดูบทความต่างๆ ทางการเงินได้ที่ www.kiatnakin.co.th สวัสดีครับ







