posttoday
พลังงานถก30ธ.ค.

พลังงานถก30ธ.ค.

21 ธันวาคม 2553

ชงนำงบกลางอุ้มแอลพีจีแทน ค่าไฟฟ้ารอบหน้าจ่อลด15สต.

โพสต์ทูเดย์ — “วรรณรัตน์” ชง กพช. 30 ธ.ค. ดึงงบกลางโปะนำเข้าแอลพีจี หวั่นเงินค่าภาคหลวงขั้นตอนเยอะ ไม่ทันเหตุการณ์

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 30 ธ.ค. จะมีการสรุปแนวทางการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ซึ่งการตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี จะกำหนดมาตรการออกมาในลักษณะใด โดยกระทรวงพลังงานจะเสนอแนวทางลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการนำเข้าแอลพีจี ด้วยการนำงบประมาณกลางของรัฐบาลมาใช้ดูแล จากเดิมที่มีแนวคิดจะนำเงินค่าภาคหลวงปิโตรเลียมมาใช้

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการนำเงินค่าภาคหลวงที่เก็บได้ปีละ 4 หมื่นล้านบาท มาชดเชยการนำเข้าแอลพีจีจะล่าช้า เพราะมีขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ปิโตรเลียม อาจไม่ทันกับสถานการณ์ ดังนั้นคงต้องหารือกับนายกรัฐมนตรีใน กพช.ว่า หากเป็นไปได้สามารถจัดงบกลางมาใช้ก่อนได้หรือไม่

นอกจากนี้ จะเสนอแนวทางปรับราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่นให้สะท้อนราคาตลาดโลกเพื่อจูงใจให้โรงกลั่นน้ำมันหันมาผลิตแอลพีจีไว้ใช้ในประเทศ จากปัจจุบันที่มีการผลิตในประเทศเดือนละ 3.4 หมื่นตัน จะเพิ่มได้เป็น 6 หมื่นตัน/เดือน ในขณะที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของ ปตท. จะเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2554 ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าได้ส่วนหนึ่ง เมื่อพิจารณาแล้ว ในปี 2554 ปริมาณการนำเข้าแอลพีจีจะสามารถปรับลดลงได้ประมาณ 6 หมื่นตัน จากเดิมที่นําเข้าอยู่เดือนละ 1.2 แสนตัน

“การแยกแอลพีจี 2 ราคาจะออกมาในแบบไหน อยู่ที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนตัดสินใจเอง กระทรวงพลังงานมีหน้าที่ในการรับนโยบายมาปฏิบัติการเท่านั้น ในขณะที่การใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ 5,000 ล้านบาท มาดูแลราคาดีเซล ก็จะนำเข้าที่ประชุม กพช.ด้วย ซึ่งทั้งหมดจะมองในภาพรวม โดยเฉพาะในประเด็นภาระกองทุนน้ำมันฯ จะรับได้แค่ไหน และต้องมีแนวทางอื่นๆ มาเสริมเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบหรือไม่”นพ.วรรณรัตน์ กล่าว

นพ.วรรณรัตน์ กล่าวถึงแนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่า (เอฟที) งวดใหม่ (ม.ค.เม.ย. 2554) ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งมีแนวโน้มต้นทุนการผลิตลดต่ำลง โดยจะมีการสรุปตัวเลขกันอีกครั้ง

นางพัลลภา เรืองรอง กรรมการเรกูเลเตอร์ กล่าวว่า ค่าเอฟทีงวดเดือน ม.ค.เม.ย. 2554 มีโอกาสปรับลด จากปัจจุบัน 92.55 สต./หน่วย เนื่องจากเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตาย้อนหลัง 6 เดือน (ก.ค.ธ.ค. 2553) ปรับลดค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 30 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนปัจจัยลบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นในช่วงปลายปี คงมาพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้คำนวณสูตรค่าเอฟทีอยู่ที่ 231235 บาท/ล้านบีทียู และราคาน้ำมันเตาอยู่ที่ 70.871.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล บนพื้นฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐคาดว่า คาดค่าเอฟทีงวดเดือน ม.ค.เม.ย. 2554 จะลดลงประมาณ 15 สต./หน่วยอย่างไรก็ตามที่ประชุมยังต้องพิจารณาถึงภาระที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ตรึงค่าไฟที่ผ่านมาที่ยังคงเหลืออีกประมาณกว่า2,000 ล้านบาทว่าจะมีการจ่ายคืนภาระค่าเอฟทีเก่าหรือไม่ ถ้าหากต้องจ่ายคืนกฟผ.ค่าเอฟทีจะลดลงได้ประมาณ 10 สต./หน่วย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน