
เศรษฐกิจสหรัฐดูดีขึ้น...เอเซียกลับมากังวลเงินเฟ้อ
...สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่านในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ผมไม่ได้เขียนบทความเนื่องจากติดภารกิจนั้น มีปัจจัยหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา หากพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี พบว่าปิดที่ระดับ 3.3% สูงสุดในรอบ 7 เดือน และเฉพาะเดือน ธ.ค.เดือนเดียวเพิ่มขึ้น 0.50%
ส่วนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียในช่วงนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเด็นที่ผมอยากจะให้นักลงทุนเข้าใจ คือ นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองในเชิงบวกเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่ออัตราเงินเฟ้อในเอเชีย
ดังนั้น จึงส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น โดยเดือน ธ.ค. แข็งค่าขึ้นโดยเฉลี่ย 1.6% ในขณะที่นักลงทุนเริ่มขายทำกำไรในตลาดหุ้นอาเซียน (ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย) ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในปี 2553 ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมกำไรจากค่าเงิน ในขณะที่เริ่มเห็นแรงซื้อของต่างชาติกลับไปที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐที่ดัชนี S&P 500 ในรอบ 2 ปี ผมคิดว่าในระยะสั้นภาพดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นต่อเนื่องไปถึงเดือน ม.ค. 2554 จนกว่าจะมีปัจจัยชี้นำใหม่
สำหรับเนื้อหาหลักในบทความสัปดาห์นี้ ผมตั้งใจจะแสดงความเห็นต่อ เหตุผลที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นและยาว
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐนั้นเริ่มมีสัญญาณตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐมีการพูดถึงการพิจารณาในเรื่องการต่ออายุมาตรการลดภาษีของประธานาธิบดี จอร์จ บุช ในสมัยที่แล้ว ซึ่งจะหมดอายุสิ้นปี 2553 และในที่สุดประธานาธิบดีโอบามาก็ได้อนุมัติการต่อมาตรการภาษีออกไปอีก 2 ปี มาตรการนี้มีมูลค่า 8.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยวัตถุประสงค์ของการต่ออายุเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ นักเศรษฐศาสตร์ในสหรัฐประเมินว่าจะมีผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 0.51% ในปี 2554 ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญหากเทียบกับตัวเลข GDP สหรัฐที่มีการคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้นว่าจะเพิ่มขึ้น 23%
สำหรับมาตรการลดภาษีนั้น วงเงิน 5.44 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ใช้สำหรับการลดภาษีผู้ที่มีรายได้สูง วงเงิน 1.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับช่วยเหลือการประกันสังคม วงเงิน 6.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับลดภาษีอสังหาริมทรัพย์ และสุดท้าย 5.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ใช้สำหรับช่วยเหลือผู้ตกงาน
ทั้งนี้ มาตรการด้านภาษีนั้นเป็นมาตรการด้านการคลัง ซึ่งประเด็นสำคัญ คือ เงินทุนที่จะนำมาใช้นั้นจะมาจากไหน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงมีการขาดดุลการคลังอยู่แล้ว ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยผมประเมินว่าเกิดจากการที่รัฐบาลสหรัฐต้องมีภาระหนี้มากขึ้นจากมาตรการลดภาษี ซึ่งมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือลดลง โดยผมคาดว่าในปี 2554 ประเด็นนี้จะมีนัยสำคัญมากขึ้น และทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น
ด้านผลกระทบต่อตลาดหุ้น หากพิจารณาตลาดหุ้นสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.28% โดยรวมแล้วเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้น 5.4% ทั้งนี้ ผมคิดว่าเกิดจาก
ประการแรก นักลงทุนประเมินว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลดีการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2554 ซึ่งเริ่มมีสำนักวิจัยบางแห่งปรับเพิ่มประมาณการบ้างแล้ว
ประการที่สอง ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงราคาปรับตัวลดลงย่อมทำให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจมากกว่าตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะมีเงินทุนไหลออกจากหุ้นเข้าสู่ตลาดพันธบัตร
ด้านค่าเงินเหรียญสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากปัจจัยเดิม คือ วิกฤตหนี้ในยุโรปแล้ว ปัจจัยของสหรัฐ ได้แก่ การที่ตัวเลขด้านตลาดแรงงานของสหรัฐที่ดีกว่าคาด มาตรการภาษีของรัฐบาลซึ่งคาดว่าจะสงผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดีขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่สูงขึ้น โดยรวมเป็นปัจจัยหนุนเงินเหรียญสหรัฐมีความน่าสนใจขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นไปได้มากนัก เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐยังคงมีวงเงิน มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE 2) อีกเดือนละประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ
แต่หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่หยุด เช่น พันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นเกิน 4% ผมคิดว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่ดีต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากส่งผลให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้นเกินกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลกลดลง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 25432545
แนวโน้มตลาดการเงินในปี 2554 ผมประเมินว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะมีความผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นในช่วงไตรมาส 1/2554 เนื่องจากประเด็นวิกฤตหนี้ยุโรปที่ผมประเมินว่าจะไม่จบ ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่า และในช่วงไตรมาส 3/2554 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการ QE 2 ของสหรัฐจะจบลง โดยผมคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะไม่ต่ออายุและวงเงินมาตรการอีก เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะไม่สามารถแข็งค่าได้มากนัก เนื่องจากปัญหาพื้นฐานของสหรัฐ ได้แก่ การขาดดุลการค้า และการขาดดุลการคลังจากมาตรการลดภาษีล่าสุดยังคงเป็นปัจจัยกดดันอยู่
ตลาดหุ้นไทยในปี 2554 คาดว่าจะมีความผันผวนระยะสั้นจากความผันผวนของค่าเงินเหรียญสหรัฐ แต่ในระยะยาวยังคงได้รับประโยชน์จากเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในเอเชีย ซึ่งในปี 2554 ยังคงมีโอกาสที่จีนจะปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเพื่อช่วยลดอัตราเงินเฟ้อ
สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 2553 คาดว่าจะถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยภายในประเทศมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนโยบายของภาครัฐบาล
ล่าสุดรัฐบาลกำลังจะมีโครงการปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ ซึ่งจะประกาศเป็นทางการในช่วงต้นเดือน ม.ค. 2554 หากประเมินวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อช่วยเหลือในด้านการลดค่าครองชีพและการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่นอกระบบ เช่น แท็กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง และหาบเร่แผงลอย แต่คาดว่าวงเงินจะไม่มากเท่ากับโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นโครงการที่เน้นด้านการลงทุน ซึ่งเกิดในช่วงที่ประเทศไทยขาดงบประมาณการลงทุนในปี 2553 พอดี
ดังนั้น หากจะโยงมาถึงโอกาสในการลงทุนสำหรับนโยบายล่าสุด ผมคิดว่ายังคงเป็นเพียงการซื้อเก็งกำไร โดยเน้นที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคเป็นหลัก ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ธุรกิจขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ธุรกิจบริการ เช่น บันเทิง วัสดุก่อสร้าง หรือธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อย เป็นต้น m
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







