
เครื่องมือตลาดโซเซียวเน็ตเวิร์ก ไวรัลวิดิโอ/สมาร์ตโฟนมาแรง
โซเชียลเน็ตเวิร์กได้ทวีบทบาทของตัวเองในฐานะเครื่องมือทางการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ในมุมหนึ่งนักการตลาดน่าจะมีช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และเป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน เครื่องมือที่ใหม่และยังเป็นเรื่องยากที่จะใช้งาน ก็อาจเป็นดาบสองคมได้ หากใช้ไม่เหมาะสม
บริษัท ไฟร์ฟลาย มิลวาร์ด บราวน์ ผู้ให้บริการวิจัยการตลาด ได้ศึกษาเชิงคุณภาพ 15 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ว่ามีการตอบสนองต่อสื่อในสังคมออนไลน์อย่างไร โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ซึ่งได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันมีผู้ใช้ประมาณ 6 ล้านรายในไทย
ศรีราม ซามาลา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเชิงคุณภาพของไฟร์ฟลาย กล่าวว่า นักการตลาดส่วนใหญ่มี 2 ประเภทคือ เลือกที่จะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเครื่องมือ เพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ขาดการวางแผน อีกประเภทคือหลีกเลี่ยงที่จะใช้งาน ทั้งสองประเภทถือว่าไม่ได้สร้างผลดีให้กับแบรนด์และบริษัทเลย จริงอยู่ว่าโทรทัศน์ยังเป็นสื่อที่ทรงพลังและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด แต่อินเทอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์กกำลังเพิ่มบทบาทมากขึ้นเช่นกัน
สำหรับอุปสรรคสำคัญที่เกิดกับนักการตลาดคือ ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้งาน ไม่รู้ว่าจะใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างไร และทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ ไม่สามารถประเมินการลงทุนได้ว่าจะทุ่มเทมากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่สามารถวัดผลที่จะเกิดขึ้นได้ ทั้งหมดทำให้เกิดความกลัวในการใช้งาน และนำไปสู่การหลีกเลี่ยงในที่สุด
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักการตลาดได้สูญเสียการควบคุมไปให้กับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคสามารถเลือกที่จะรับสารได้ มีการแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานระหว่างกัน ทำให้การทำตลาดดูเหมือนยากขึ้น
“
ผู้บริโภคไม่ชอบแบรนด์หรือบริษัทที่พูดถึงแต่ตนเอง แต่ต้องการให้บริษัทต่างๆ ทำตัวเหมือนเพื่อน ฟังสิ่งที่ผู้บริโภคพูดมากกว่าพยายามส่งข้อมูล โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้บริโภค ยิ่งผู้บริโภคไทยมีพฤติกรรมการรวมกลุ่มของคนที่มีความคล้ายหรือใกล้ชิดกัน ซึ่งต่างจากโซเชียลเน็ตเวิร์กในยุโรปหรืออเมริกา ดังนั้นหากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งได้ โอกาสก็เปิดกว้างขึ้น” ซามาลา กล่าวด้านแนวทางในการใช้เครื่องมือโซเชียลเน็ตเวิร์ก หลังสร้างความเป็นเพื่อนได้แล้ว ต้องมุ่งสร้างความไว้ใจไม่ยัดเยียดเนื้อหาโดยไม่ขออนุญาต นำเสนอข้อมูลใหม่ๆ เพื่อให้รู้สึกพิเศษ เช่น โปรโมชันพิเศษผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ต้องเป็นฝ่ายรับฟังปัญหา เปิดให้ผู้บริโภคเข้ามาถกเถียง ถึงปัญหาต่างๆ พร้อมรับฟัง และนำไปแก้ไข
สิ่งดังกล่าวถือเป็นการสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งนำไปสู่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สร้างความรู้สึกว่าผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการสร้างแบรนด์ เช่น การมีส่วนร่วมในการออกแบบตราสินค้า รสชาติอาหาร เป็นต้น ด้านข้อมูลจากบริษัท แซส ระบุว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กมีศักยภาพสูง แต่มีหลายบริษัทยังคงใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมได้ไม่เต็มที่นัก สื่อสังคมไม่เพียงเป็นช่องทางในการรับฟังลูกค้าเท่านั้น แต่เรายังสามารถวิเคราะห์ การสนทนาและเปลี่ยนข้อมูลที่ได้รับให้เป็นประโยชน์ได้อีกด้วย จากการสำรวจบริษัทกว่า 2,100 แห่งพบว่า 75% ไม่รู้ว่าลูกค้ากำลังพูดถึงบริษัทอยู่ และ 31% ไม่เคยวัดประสิทธิภาพของโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีเพียง 7% เท่านั้นที่พยายามผสานสื่อประเภทนี้เข้ากับกลยุทธ์การตลาดโดยรวม
หลายบริษัทใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กเพียงเพื่อการส่งเสียง บอกสิ่งที่ต้องการบอกออกมาเท่านั้น มีเพียง 29% ที่เห็นว่าจำเป็นต้องเก็บรวบรวมและติดตามคำวิจารณ์ของลูกค้าทางออนไลน์ แสดงว่าการใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่ โดยเฉพาะการวิเคราะห์
สำหรับแนวโน้มในปี 2554 สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือแนวโน้มที่มาแรงของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่นอกจากเฟซบุ๊กแล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ยูทูบ ที่กระจายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงโฟร์สแควร์ ที่สามารถใช้สร้างการตลาดได้อีกมาก ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้คาดการณ์ได้ว่าวิดีโอการทำตลาดแบบไวรัสจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมถึงการทำตลาดผ่านสมาร์ตโฟนก็จะมีมากขึ้นเช่นกัน เพราะเมื่อดูจากจำนวนแล้ว โน้ตบุ๊กมีผู้ใช้จำกัดจำนวนอยู่ แต่สมาร์ตโฟนนั้น มีผู้ใช้ใหม่ๆ เกิดขึ้นเฉลี่ย 1 แสนเครื่องต่อเดือน และกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้โดยตรง แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องเป็นในฐานะ
“เพื่อน” จะทรงประสิทธิภาพที่สุด






