
สอท.เล็งถกแรงงานแจงผลกระทบขึ้นค่าจ้าง
ส.อ.ท.เตรียมหารือกระทรวงแรงงาน ชี้แจงผลกระทบ และขอความชัดเจนการพิจารณาขึ้นค่าจ้างของคณะอนุฯ วิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างกลาง
ส.อ.ท.เตรียมหารือกระทรวงแรงงาน ชี้แจงผลกระทบ และขอความชัดเจนการพิจารณาขึ้นค่าจ้างของคณะอนุฯ วิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างกลาง
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ ส.อ.ท.จะหารือร่วมกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 8-17 บาทต่อวัน ทั่วประเทศมีผลวันที่ 1 ม.ค. 2554 โดยวัตถุประสงค์ของการหารือ คือต้องการให้ภาครัฐรับทราบผลกระทบจากการปรับค่าแรงครั้งนี้ ซึ่งส.อ.ท.ยืนยันตั้งแต่ต้นแล้วว่าเห็นด้วยที่คุณภาพชีวิตของแรงงานจะดีขึ้นจากค่าจ้าง แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการก็ดูแลพนักงานหรือลูกจ้างผ่านสวัสดิการอื่นๆอย่างครอบคลุมอยู่แล้ว
"การหารือกับกระทรวงแรงงานครั้งนี้ ต้องการทราบหลักเกณฑ์การพิจารณาค่าแรงของคณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างกลางที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สอดคล้องกับอนุกรรมการค่าจ้างกลางของแต่ละจังหวัด"นายพยุงศักดิ์กล่าว
นอกจากนี้ ผลจากการปรับค่าจ้างแรงงานย่อมส่งผลให้สินค้าปรับราคาขึ้นตามไปด้วย แต่หากภาครัฐยังพยายามตรึงราคาสินค้าในหลายๆประเภท ที่วัตถุดิบด้านต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดแน่นอน และยิ่งสร้างภาระให้ผู้ประกอบการ
นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานส.อ.ท. สายงานแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ส.อ.ท.อยู่ระหว่างสรุปข้อมูลปัญหาเพื่อใช้ในการหารือกับกระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนจากการปรับขึ้นค่าแรงที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต
"การปรับขึ้นค่าแรงจะกระทบไปหมด โดยเฉพาะผู้ส่งออก เพราะปัจจุบันกำลังประสบปัญหาจากเงินบาทที่แข็งค่า ในปี 2554 ภาคอุตสาหกรรมจึงมีความกังวลว่าจากปัจจัยลบต่างๆ อาจทำให้ผู้ส่งออกบางรายต้องปิดกิจการลงได้"นายทวีกิจกล่าว
ทั้งนี้ ผลจากการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างกลางที่ปรับค่าจ้างโดยไม่สอดคล้องและกับอนุกรรมการค่าจ้างกลางแต่ละจังหวัด โดยตัวเลขเพิ่มจากอนุกรรมการจังหวัดไปถึงกว่า 100% ทำให้ตัวแทนคณะอนุฯค่าจ้างของแต่ละหวัดร้องเรียนมายังส.อ.ท.ให้สอบถามความชัดเจนกับกระทรวงแรงงาน ว่า ปี 2554 การพิจารณาค่าจ้างจะเหมือนปีนี้อีกหรือไม่ หากยังใช้สูตรการคิดเดิมก็จะอาจจะลาออก เพราะถือว่าเสียงของตัวแทนผู้ประกอบการของแต่ละจังหวัดภาครัฐไม่ได้ใส่ใจ







