
กรณ์เตือนเอสเอ็มอีรับบาทแข็งยาว
หนุนธปท.จับมือเพื่อนบ้านคุม มั่นใจจีดีพีปีนี้โตไม่อายชาวโลก
โพสต์ทูเดย์
— รมว.คลัง ส่งสัญญาณธุรกิจป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาท โดยมีสหรัฐชี้ขาดนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษนโยบายการเงินการ คลังปี 2554 ในงานก้าวสู่ปีที่ 9 ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ว่า การแข็งค่าของเงินบาทถือเป็นภาระหนักสำหรับเอสเอ็มอี โดยในช่วงปีนี้ที่ผ่านมาแข็งค่า 10% สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ทำให้ธุรกิจกำไรลดลง และในปีหน้าความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจะยังคงมีอยู่ โดยทิศทางค่าเงินบาทน่าจะยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ต้องติดตามดูว่าการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจของสหรัฐจะส่งผลให้มีเงินไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียมากน้อยเพียงใด ซึ่งการเคลื่อนย้ายของเงินทุนปัจจุบันมีสัดส่วนสูงขึ้นเป็น 30% ของจีดีพีโลก จากเมื่อ 15 ปีก่อนมีแค่กว่า 4%
นายกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาถือได้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถดูแลค่าเงินบาทค่อนข้างดี ทำให้ระดับการเคลื่อนไหวของเงินบาทไม่หวือหวา และไม่ผันผวนมากนัก มีการประสานกับธนาคารกลางของประเทศเพื่อนบ้านได้ค่อนข้างดี ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลจะใช้ดูแลเงินบาทต่อไป
ทั้งนี้ เชื่อว่าในอีก 510 ปีข้างหน้า ระดับความสำคัญของสกุลเงินหยวนของจีนจะมีบทบาทมากขึ้นต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยปัจจุบันเงินหยวนเข้ามามีบทบาทในการเป็นเงินอ้างอิง และเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
รมว.คลัง เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะขยายตัวได้ 7.5% สูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ขณะที่ปี 2554 เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความท้าทายจาก 2 ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือการแข็งค่าของเงินบาท และต้นทุนการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น
แหล่งข่าวจากสายตลาดการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงในช่วงนี้ มีปัจจัยหนุนจากเงินเหรียญสหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามตัวเลขเศรษฐกิจ และข่าวของสหรัฐที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมาดีกว่าที่คาดไว้
ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 00.25% ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ (FOMC) ก็ออกมายืนยันว่าจะยังทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 2 (QE2) ต่อไป เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการอะไรเพิ่มเติม หรือเพิ่มปริมาณเงินอีก
รวมถึงการที่สหรัฐเตรียมออกแผนลดหย่อนภาษีเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นด้วย
“
ภาวะเงินทุนไหลเข้าตอนนี้ยังมีเข้ามาต่อเนื่องเป็นลักษณะเดียวกันทั้งภูมิภาค” แหล่งข่าวเปิดเผยอย่างไรก็ตาม นักลงทุนหรือนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนควรมีการทำป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้เสมอ เพราะการเคลื่อนไหวเงินทุนย้ายมีการเปลี่ยนแปลงได้ทั้ง สอง ทิศทาง คือ ทั้งแข็งค่าขึ้น และอ่อนค่าลง ตามปัจจัยต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ที่สำคัญช่วงนี้ในประเทศเองยังมีนักลงทุนบางกลุ่มต้องการขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาด้วย ค่าเงินบาทจึงยังมีโอกาสเปลี่ยนตามปัจจัยต่างๆ ได้สำหรับปัจจัยเสี่ยงเรื่องต้นทุนการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นนั้น รัฐบาลจะพิจารณาทุกแนวทางในการดูแลราคาพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นให้กับประชาชน ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนน้ำมัน ยังสามารถดูแลผลกระทบได้ระดับหนึ่ง
นายกรณ์ เปิดเผยว่า นอกจาก 2 ปัจจัยเสี่ยงหลักดังกล่าวแล้ว ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายในเรื่องการเข้าสู่สังคมวัยชรา ซึ่งไทยจะเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชีย โดยในอีก 20 ปีข้างหน้าสัดส่วนคนสูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า จาก 10% ในปัจจุบันเป็น 2122% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งหามาตรการมารองรับการที่วัยทำงานจะลดลง
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีภารกิจหลัก ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการสร้างความยุติธรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในสังคม







