posttoday
เสนอรัฐฟ้องเอไอเอส7.5หมื่นล้าน

เสนอรัฐฟ้องเอไอเอส7.5หมื่นล้าน

15 ธันวาคม 2553

คณะกรรมการมาตรา 22 พรบ.ร่วมทุนเสนอครม.ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เอไอเอส 7.5 หมื่นล้านบาท หลังแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือ 9 ครั้งทำรัฐเสียหาย7.5หมื่นล้าน 

คณะกรรมการมาตรา 22 พรบ.ร่วมทุนเสนอครม.ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เอไอเอส 7.5 หมื่นล้านบาท หลังแก้ไขสัญญาสัมปทานมือถือ 9 ครั้งทำรัฐเสียหาย7.5หมื่นล้าน 

รายงานข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า  คณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พรบ.ร่วมทุน ที่รับผิดชอบตรวจสอบสัญญาระหว่าง บริษัท ทีโอที และ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ได้สรุปผลมูลค่าความเสียหายจากการแก้ไขสัญญาทั้งหมด 9 ครั้งรวม 7.5 หมื่นล้านบาท 

 

เสนอรัฐฟ้องเอไอเอส7.5หมื่นล้าน

ความเสียหายดังกล่าว แบ่งเป็น  การแก้ไขสัญญาระบบเติมเงิน (พรีเพด)  5.5 หมื่นล้านบาท การไม่นำส่งรายได้จากบริการการใช้โครงข่ายร่วม (โรมมิ่ง) ทันที 2 หมื่นล้านบาท  ยังไม่รวมความเสียจากหักส่วนแบ่งรายได้ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมอีก 3.5 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการได้เสนอแนวทางเรียกร้องความเสียหายโดยให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเอไอเอส ซึ่งหาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามแนวทางดังกล่าว ก็จะต้องสั่งมายังทีโอทีเพื่อยื่นฟ้องต่อเอไอเอส 

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังได้เสนอรายละเอียดต่อ กระทรวงไอซีที คือ 1.ให้เอไอเอสกลับไปจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในระบบพรีเพด  30% และจะต้องจ่ายในอัตราก้าวหน้าสิ้นสุดที่ 35%  2.ให้เอไอเอสนำรายได้ที่ได้จากการใช้โรมมิ่งส่งเข้าเป็นรายได้ให้ทีโอทีทันที จากเดิมที่มีการแก้ไขสัญญา แล้วนำรายได้จากโรมมิ่งไปรวมเป็นในผลประกอบการจากนั้น จึงค่อยนำส่งทีโอทีภายหลัง

3.ให้ ครม.เป็นผู้ตัดสินใจ จะอนุญาตให้เอไอเอสอยู่ในระบบสัมทปานเดิม ที่มีการแก้ไขขยายอายุสัมปทานหรือไม่ เนื่องจากการแก้ไขสัมปทานทำให้เอไอเอสมีอายุ 25 ปี จากเดิมที่มีอายุ 20 ปีและเอไอเอสต้องหมดอายุสัญญาสัมปทานตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมาแล้ว   

รายงานข่าว ระบุว่า กรอบการพิจารณาของคณะกรรมการมาตร 22 นำมาจากผลประโยชน์ตอบรับและผลประโยชน์สาธารณะภายใต้การเปลี่ยนสัญญาสัมปทาน ระหว่างเอไอเอสและทีโอที โดยแบ่งผลประโยชน์ออกเป็น 3 ประเภทคือ 1.ผลประโยชน์สาธารณะ 2.ผลประโยชน์รัฐ และ3.ผลประโยชน์เอกชน

 

เสนอรัฐฟ้องเอไอเอส7.5หมื่นล้าน

อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์สาธารณะกับรัฐ จะต้องได้ไม่น้อยกว่าผลประโยชน์ของเอกชน โดยมูลค่าของผลประโยชน์รัฐวัดได้จากมูลค่ารายได้ที่ เอไอเอส นำส่งส่วนแบ่งรายได้ให้คลัง ซึ่งสรุปแล้วมากกว่า 2.2 แสนล้านบาท รวมสินทรัพย์ สถานีฐาน ชุมสาย ที่ทีโอทีได้รับโอนจากเอไอเอสตามสัญญาสร้าง-โอน-บริการ หรือ บีทีโอ 1.5 แสนล้านบาท

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า ผลการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 22 ครั้งนี้ อยากถามว่ามีผลสรุปจากคณะกรรมการมาตรา 22 ของทาง บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และทรูมูฟ หรือไม่ เพราะทุกรายต่างก็ได้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานเช่นกัน ไม่ใช่มีเฉพาะของเอไอเอสเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเล่นงานเอไอเอสเพียงฝ่ายเดียว เพราะเวลานี้การดำเนินการกับเอไอเอส เป็นการเคาะกะลากันให้ดังขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงยืนยันว่าการดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ผ่านมา ถูกต้องตามกระบวนการและเป็นที่รับทราบของทั้ง 2 ฝ่าย คือเอไอเอส และทีโอทีมาตลอด ดังนั้นหากคู่สัญญาจะดำเนินการบอกเลิกสัญญา และยกเลิกการแก้ไขทั้งหมด บริษัทก็คงต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ

“ถามว่ามีผลตรวจสอบสัญญาของเอไอเอส แต่ไม่มีของดีแทค และทรูมูฟ ทั้งที่ทุกคนก็แก้ไขสัญญาเหมือนกัน เวลานี้เอไอเอสยังไม่ทราบผลการพิจารณา เพราะมีแต่กระแสข่าวที่เหมือนเคาะกะลาให้ดังขึ้น จึงไม่อยากให้เรื่องนี้เหมือนกรณีการเมือง ที่มีการตัดสินยุบพรรค หรือไม่ยุบพรรค ทั้งที่อยู่บนพื้นฐานการกระทำเดียวกัน” นายวิเชียร กล่าว  

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค