posttoday
ล้อมคอกประกันภัย...ก่อนไฟลามทุ่ง?

ล้อมคอกประกันภัย...ก่อนไฟลามทุ่ง?

15 ธันวาคม 2553

...วารุณี อินวันนา

คําสั่งกระทรวงการคลังที่ 1583/2553 เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย หรือสั่งปิด บริษัท เอ.พี.เอฟ. อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ ดำรงเงินกองทุนไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของคนในวงการประกันวินาศภัยไทย

เนื่องจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้เตรียมการรองรับเป็นระยะนับแต่กลางเดือน ก.ย. 2553 ที่เรียกบริษัทประกันวินาศภัยขนาดใหญ่ มีเงินกองทุนแข็งแกร่ง และมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณ 80% เข้าพบ เพื่อขอความร่วมมือในการเข้ามารองรับลูกค้าของบริษัทประกันภัยที่จะถูกสั่งปิด

อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งมีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการ คปภ.โดยตำแหน่ง เรื่องจึงรอให้ปลัดคนใหม่ตัดสินใจ และก็ได้เวลาคัดทิ้งนายประกันมือสมัครเล่นออกไปจากตลาดประกันภัยไทยอีก 1 ราย

นับจากนี้ต่อไป การจัดการกับบริษัทประกันภัยที่ยังไม่สามารถเพิ่มเงินกองทุนให้เป็นไปตามกฎหมาย และจัดการนายหน้า ตัวแทนที่ทำผิดกฎหมาย จะออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมิให้ประชาชน หรือผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายเพิ่มเติม

ขณะนี้ยังมีบริษัทที่ยังไม่สามารถเพิ่มเงินกองทุนได้ตามกฎหมายอีก 2 ราย คือ บริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย ดำรงเงินกองทุนไม่ครบตามกฎหมาย ณ วันที่ 30 พ.ย. 2552 จำนวน 134.72 ล้านบาท และห้ามมิให้บริษัทขยายธุรกิจจนกว่าจะเพิ่มทุนให้เงินกองทุนเป็นไปตามกฎหมาย แม้ในเดือน มิ.ย. ถัดมา บริษัทดังกล่าวจะสามารถดำรงเงินกองทุนได้ตามที่กฎหมายกำหนด 143.56 ล้านบาท แต่ คปภ.ยังคงสั่งห้ามบริษัทรับประกันภัย เพราะยังค้างจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย หรือประชาชนเป็นจำนวนมาก

เช่นเดียวกับบริษัท ฟินันซ่าประกันชีวิต ที่ขาดเงินกองทุน 1,034.87 ล้านบาท มาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 ถูกสั่งห้ามขยายธุรกิจจนกว่าจะดำรงเงินกองทุนครบถ้วนตั้งแต่วันนั้นจนถึงเดือน ก.ค. 2553 เงินกองทุนติดลบลดลงเหลือ 870.81 ล้านบาท ถึงวันนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ไม่สำเร็จ

สำหรับบริษัทประกันวินาศภัยรายอื่นๆ ที่ร่อแร่ เงินกองทุนร่อแร่ปริ่มๆ หลุดเส้นตายที่ คปภ.กำหนด ยังมีเวลาอีก 1 ปีในการปรับปรุง ซึ่งจะต้องยกเครื่องการทำงานตั้งแต่การคิดราคาเบี้ยประกันภัยให้เหมาะสมกับต้นทุนตามกติกาสากล ขยายธุรกิจบนกองทุนที่มีอยู่ ดำรงเงินกองทุนให้ได้ 125% ของเงินกองทุนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ 30 ล้านบาท มิใช่จับเสือมือเปล่า หรือทำธุรกิจแบบเจ้ามือรับแทงหวยเช่นปัจจุบันแล้วค่อยๆ เพิ่ม

เดิม คปภ.มีแนวคิดจะให้ดำรงเงินกองทุนที่ 150% แต่ผลการทดสอบเมื่อปี 2553 ปรากฏว่าบริษัทประกันวินาศภัยที่สอบตกมีถึง 11 บริษัท จากทั้งหมด 66 บริษัท ขณะที่บริษัทประกันชีวิตสอบตก 5 บริษัท จากทั้งหมด 24 บริษัท หากยังยืนยันที่จะให้ดำรงเงินกองทุนที่ 150% จะมีถึง 16 บริษัทที่ต่ำกว่าเกณฑ์ และนำมาซึ่งความตื่นตระหนกของประชาชน จะเร่งให้บริษัทที่หลุดแถวล้มเร็วยิ่งขึ้น จึงผ่อนคลายความเข้มงวดลงมาเหลือ 125% เพราะต้องการให้บริษัทขนาดเล็กผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำในขั้นแรกไปให้ได้ทุกราย

ขณะที่ 19 บริษัทประกันภัยได้ลงนามความร่วมมือกับทาง คปภ. ในโครงการให้ความช่วยเหลือ จะเป็นผู้เข้ามารับลูกค้าของบริษัทที่ถูกสั่งปิดไปดูแล แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อประกันปีถัดไปกับบริษัทเหล่านั้น ประกอบด้วย บริษัท กรุงเทพประกันภัย บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บริษัท โตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัย บริษัท เทเวศประกันภัย บริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย บริษัท ไทยศรีประกันภัย บริษัท ธนชาตประกันภัย บริษัท นวกิจประกันภัย บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ สาขาประเทศไทย

บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ สาขาประเทศไทย บริษัท มิตรแท้ประกันภัย บริษัท เมืองไทยประกันภัย บริษัท วิริยะประกันภัย บริษัท ศรีอยุธยาประกันภัย บริษัท สินมั่นคงประกันภัย บริษัท อาคเนย์ประกันภัย และบริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย

นับเป็นการรวมตัวที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ในการออกมารองรับผลกระทบที่จะตามมาจากการปิดบริษัทประกันภัย ที่บริษัท เอ.พี.เอฟ. อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันส์ ไม่ใช่รายสุดท้ายแน่นอน!!!

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน