
แอสเซทพลัสมองหุ้นปี54ดัชนี1150-1300จุด
บลจ.แอสเซท พลัส มองปัจจัยนอกชัด หุ้นพุ่ง 15-30% แตะ 1,150-1,300 จุดในปีหน้า ลุยออก 2 กองทุนใหม่ขายวันนี้
บลจ.แอสเซท พลัส มองปัจจัยนอกชัด หุ้นพุ่ง 15-30% แตะ 1,150-1,300 จุดในปีหน้า ลุยออก 2 กองทุนใหม่ขายวันนี้
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยอาจปรับตัวลงในช่วงสั้นมีแนวรับในช่วงปรับฐานอยู่ที่ 980-960 จุด โดยต้องติดตามความขัดแย้งของเกาหลี การขึ้นดอกเบี้ยของจีน ความไม่แน่นอนในด้านนโยบายทางด้านการหักลบภาษีของสหรัฐ ปัญหาเชิงลบจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 2 รวมถึงวิกฤตหนี้ในยุโรป เป็นต้น
อย่างไรก็ตามหากชัดเจนหุ้นไทยในปีหน้าจะเติบโตได้ตามเศรษฐกิจโลก ดัชนีมีโอกาสขึ้นได้อีก 15-30% อยู่ที่ 1,150-1,300 จุดในปีหน้า
"บริษัทมีมุมมองว่าปีหน้าเศรษฐกิจยังคงมีระดับการเติบโตอยู่ในระดับที่ดี และมีโอกาสที่กระแสเงินลงทุนไหลจะเข้าสู่ตลาดที่มีพื้นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น ประเทศไทย ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางบริษัทเห็นว่าการที่ กนง. ประกาศปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงิน 0.25% เป็น 2.00% ในช่วงการประชุมกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าเช่นกัน ทั้งนี้ทางบริษัทมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส 1 ปีหน้า"นายวิน กล่าว
สำหรับการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาดังกล่าว ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงสั้นอาจปรับตัวลดลงจากการ Mark to market ดังนั้น ในแง่ของการลงทุนในตราสารหนี้ช่วงนี้ บริษัทยังคงแนะนำให้ลงทุนช่วงเวลาสั้นๆ 3-6 เดือน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสผลตอบแทนที่จะได้รับในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น จากการมองว่าเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อที่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต
บลจ.แอสเซท พลัสจึงเปิดขายกองทุนเปิดแอสเซทพลัสไทยฟิกซ์ 5/6M ตั้งแต่วันนี้–16 ธ.ค.นี้ ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุประมาณ 6 เดือน ผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 1.8125% ต่อปี
นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้น ระหว่างวันนี้ – 17 ธ.ค.นี้ บริษัทเปิดขายกองทุนเปิดแอสเซทพลัสสมาร์ท 9 เป็นกองทุนผสมเน้นลงทุนหุ้น อายุ1 ปี กำหนดผลตอบแทนเป้าหมาย 10% โดยกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชีย ได้แก่ หุ้นในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคารพาณิชย์ และหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งนี้ ทีมผู้จัดการกองทุนจะมีการใช้ SET50 FUTURES ที่สะท้อนการปรับตัวของหุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัวในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุนในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มผันผวนสูงได้







