
วิกฤตเศรษฐกิจในมุมมองกอร์ดอน เก็คโค
....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนเพิ่งได้มีเวลาว่างและชม DVD เรื่องวอลสตรีตภาค 2 ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า
“Wall Street : Money Never Sleeps” นำแสดงโดย ไมเคิล ดักลาส ในบทบาทตัวละครนายกอร์ดอน เก็คโค ที่ทำให้เขาคว้ารางวัล Oscar ในภาพยนตร์ภาคแรกเมื่อปี 2530 โดยเป็นยอดนักเล่นหุ้นที่ทำทุกอย่างไม่ว่าจะถูกกฎหมาย หรือไม่ก็ตามเพื่อหาเก็งกำไรในตลาดหุ้นสหรัฐ พร้อมกับคำพูดที่อมตะว่า “Greed is good” หรือ “ความโลภเป็นสิ่งที่ดี” ซึ่งตอนจบกำลังจะถูกจับกุมในข้อหาค้าหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายใน (Insider Trading)สำหรับในภาคที่ 2 เป็นเหตุการณ์ภายหลังจากที่นายเก็คโคติดคุกยาวนานถึง 8 ปี พ้นคุกออกมาเมื่อปี 2544 ในสภาพเดียวดาย แทบจะไม่หลงเหลือความยิ่งใหญ่เลย ไม่มีใครมารอรับที่ประตูคุก ต้องเดินทางกลับบ้านเอง แต่ในอีก 7 ปีต่อมา คือ ปี 2551 ช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ Subprime เล็กน้อย นายเก็คโคกลายเป็นข่าวเกรียวกราวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้เขียนหนังสือชื่อ
“Is Greed Good?” หรือ “ความโลภดีหรือไม่?”นายเก็คโคได้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัย Fordham เพื่อส่งเสริมการขายหนังสือของเขา โดยได้วิเคราะห์ถึงปัญหาของระบบการเงินของสหรัฐ พร้อมกับพยากรณ์ล่วงหน้าถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง ซึ่งความจริงแล้วบทภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนขึ้นภายหลังวิกฤตหนี้ด้อยคุณภาพ (Subprime) เมื่อปี 2552 ดังนั้นจึงไม่ใช่การพยากรณ์ แต่เป็นการให้อรรถาธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างหาก แต่นับว่าเป็นอีกมุมมองที่น่าสนใจมาก โดยบรรยายในเรื่องที่สลับซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่าย
ประการแรก เขากล่าวว่า การเก็งกำไรเป็น
“มารดาของความชั่วร้าย” ทุกคนต่างมีความโลภ อยากร่ำรวย โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทุกคนต่างคาดหมายว่าราคาอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างถึงบาร์เทนเดอร์ที่ไปเก็งกำไรซื้อบ้านถึง 3 หลัง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีกำลังที่จะไปผ่อนส่งอนึ่ง การที่สถาบันการเงินเหล่านี้สนใจปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพแก่บุคคลเหล่านี้ ไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลแต่อย่างใด เนื่องจากเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถผลักภาระความเสี่ยงไปยังบุคคลอื่นได้โดยผ่านกลไกการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) และเมื่อจำหน่ายตราสารหนี้ออกไป ก็สามารถถ่ายโอนความเสี่ยงสินเชื่อทั้งหมดออกจากงบดุลของสถาบันการเงินไปยังนักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ก้อนนั้นๆ
ประการที่สอง ภายหลังเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 ธนาคารกลางสหรัฐได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือเพียง 1% เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย กระตุ้นให้ประชาชนลดการออมและก่อหนี้พอกพูนมากขึ้น
ประการที่สาม ระบบการเงินได้พัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับตราสารทางการเงินใหม่ๆ มากมาย เป็นต้นว่า Collateralized Mortgage Obligation (CMO) Collateralized Debt Obligations (CDO) Structured Investment Vehicle (SIV) MortgageBacked Securities (MBS) ฯลฯ
ปัญหาสำคัญของตราสารเหล่านี้ คือ มีความสลับซับซ้อนมาก ทำให้ยากในการประเมินความเสี่ยง ขณะเดียวกันมีการซื้อตราสารเหล่านี้โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงนั้นๆ โดยนายเก็คโคได้กล่าวไว้ในภาพยนตร์ว่า ทั่วโลกมีเพียงแค่ 75 คนเท่านั้นที่เข้าใจตราสารเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง พร้อมกับกล่าวว่าตราสารเหล่านี้เปรียบเสมือนกับเป็นอาวุธอำนาจที่มีอำนาจทำลายล้างสูง (Weapons of Mass DestructionWMD)
ประการที่สี่ ภาคบริการทางการเงิน ซึ่งความจริงแล้วเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกเท่านั้น โดยเป็นธุรกิจที่หมุนเงินไปมา ไม่ได้ผลิตสินค้าเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด แต่กลับเป็นภาคธุรกิจที่มีกำไรในปี 2550 เป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของกำไรของบริษัททั้งหมดในสหรัฐ
ความเสี่ยงของระบบธนาคารที่เพิ่มสูงขึ้นมากในระยะหลัง โดยธนาคารมองเห็นว่ากองทุน Hedge Fund มีกำไรมากมาย ก่อให้เกิดความโลภอยากร่ำรวยบ้าง โดยนำเงินฝากของประชาชนไปลงทุนเก็งกำไรในด้านต่างๆ แทนที่จะนำมาปล่อยสินเชื่อ ทำให้มีอัตราหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นของธนาคารเพิ่มสูงขึ้น นายเก็คโคเรียกขานว่าเป็นระบบ
“ธนาคารที่ฉีดยากระตุ้นประเภทสเตอรอยด์” (Steroid Banking)จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น เขาจึงเห็นว่าระบบเศรษฐกิจการเงินข้างต้นเป็นรูปแบบธุรกิจที่ล้มละลาย (Bankrupt Business Model) ซึ่งเป็นพิษ เป็นอันตราย และได้แพร่กระจายไปทั่วโลก เปรียบเสมือนกับการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
สุดท้ายนี้ นายเก็คโค กล่าวว่า การที่เขากลายเป็นคนฉลาดหลักแหลมในด้านการเงินนั้น สาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากที่ติดคุกเป็นเวลานาน ซึ่งเขาเห็นว่าคุกในบางครั้งอาจเป็นสถานที่แห่งเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เกิดสติสัมปชัญญะขึ้น โดยเมื่อมองผ่านกรงขังออกไปภายนอกแล้ว จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“คนภายนอกคุกนั้นมันบ้าหรือเปล่า?”






