
เงินบาทอ่อนค่า...ซื้อขายเบาบางช่วงสิ้นปี
....วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (7-9 ธ.ค. 2553) ค่าเงินบาทเริ่มต้นที่ระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเริ่มแข็งค่าขึ้นตามสกุลเงินภูมิภาค อันเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐที่ได้รับแรงกดดันอีกครั้งหลังจากในช่วงสุดสัปดาห์ นายเบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาแสดงความเห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นจากวงเงินเดิมที่กำหนดไว้ที่ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หากเศรษฐกิจในประเทศและการจ้างงานยังไม่ดีขึ้น ฉุดให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน ขณะเดียวกันแรงขายเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้ส่งออกทองคำเข้ามา หลังจากที่ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ และยังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 1,400 เหรียญสหรัฐ ยังช่วยหนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยโดยอยู่ที่ระดับ 29.97 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าความเคลื่อนไหว ของเงินบาทในช่วงนี้ค่อนข้างนิ่งหลังกระแสเงินทุนไหลเข้าชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ธปท. พร้อมเข้าดูแลค่าเงินตามความเหมาะสม ทั้งนี้เงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงในช่วงกลางสัปดาห์ โดยอยู่ที่ระดับ 30.05 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ โดยเป็นการอ่อนค่าลงเช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค อันเป็นผลจากการที่เงินเหรียญสหรัฐปรับแข็งค่าขึ้นอีกครั้งตอบรับมาตรการลดหย่อนภาษีของสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐดีขึ้น และส่งผลให้มีความจำเป็นน้อยลงที่เฟดจะมีการขยายวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี แม้ตลาดจะตอบรับในเชิงบวกกับมาตรการลดหย่อนภาษี แต่นักวิเคราะห์ยังคงกังวลว่า มาตรการดังกล่าวจะส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของสหรัฐ โดยเฉพาะในภาวะที่ฐานะการคลังของสหรัฐ ค่อนข้างย่ำแย่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเหรียญสหรัฐในระยะกลางและระยะยาว
นอกจากผลกระทบจากการแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐแล้ว ค่าเงินภูมิภาคยังได้รับปัจจัยลบจากภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ค่อนข้างซบเซาในช่วงกลางสัปดาห์ จากความวิตกเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของจีน โดยตลาดมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีนอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนนี้ เนื่องจากเครื่องชี้เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมายังคงบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง
อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันข่าวที่ว่าเกาหลีเหนือมีการยิงกระสุนปืนใหญ่เข้าสู่ชายฝั่งตะวันตกของเกาหลีใต้ยังกระตุ้นให้นักลงทุนมีความกังวลถึงความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีที่เพิ่มสูงขึ้น และมีการเทขายสินทรัพย์ในภูมิภาคออกมา และฉุดให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลง โดยเงินบาทร่วงลงแตะระดับ 30.15 บาทต่อเงินเหรียญสหรัฐ ก่อนปรับแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 30.11 บาทต่อเงินเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการปรับตัวตามสกุลเงินภูมิภาคที่กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นในช่วงบ่าย โดยมีแรงหนุนการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นไทยตอบรับประเด็นการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยกคำร้อง กรณีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากศาลเห็นว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติที่ข้ามขั้นตอน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เงินบาทปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 30.05 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น ปริมาณการซื้อขายที่ค่อนข้างเบาบางเนื่องจากนักลงทุนชะลอการทำธุรกรรมในช่วงปลายปี ทำให้เงินบาทมีการเคลื่อนไหวไม่มากนัก ส่งผลให้เงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบแคบๆ ใกล้ระดับ 30.07 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์
สัปดาห์นี้ (1317 ธ.ค. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า เงินบาทจะเคลื่อนไหว ในระดับใกล้เคียงกับช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยปรับตัวในช่วง 29.9030.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าเงินบาทมีโอกาสปรับตัวในกรอบที่อ่อนค่า เนื่องจากความต้องการเงินเหรียญสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศตลาดยังคงให้ความสนใจ คือการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน ซึ่งตลาดคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่ทางการจีนจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกในช่วงที่เหลือของปี หากข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือน อาทิ ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ที่สำคัญหากอัตราเงินเฟ้อออกมาสูงเกินคาดจะยิ่งเป็นการย้ำถึงความจำเป็นในการคุมเข้มทางการเงินมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาวะการลงทุนในตลาดการเงิน และคาดว่าจะเป็นปัจจัยลบที่ฉุดให้ค่าเงินเอเชีย รวมทั้งค่าเงินบาทของไทยให้มีโอกาสอ่อนค่าลง







