
ดันท่าเรือปากบาราคมนาคม
เรียกประชุม14ธ.ค. แจงท้องถิ่นไม่มีโรงงานปิโตรฯ
โพสต์ทูเดย์
— “คมนาคม” ยันสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา พร้อมชี้แจงประชาชนในพื้นที่ ระบุไม่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านปิโตรฯนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายที่จะเดินหน้ายื่นเรื่องเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือ ครม. ในการพัฒนาโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา โดยในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ จะเรียกประชุมหน่วยงานด้านการขนส่งทางน้ำมารับทราบเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน
ด้านการต่อต้านการก่อสร้างท่าเรือปากบารานั้น จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ว่าท่าเรือดังกล่าวเป็นท่าเรือน้ำลึกที่ไม่ได้มีการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมด้านปิโตรเคมีแต่อย่างใด และอยู่ระหว่างรอการส่งผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เนื่องจากได้มีการขอใช้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรากว่า 4,400 ไร่
นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า การก่อสร้างท่าเรือนำลึกปากบารานั้นมีผลการศึกษาอยู่แล้ว และขณะนี้ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีความจำเป็นที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความคิดเห็นจากหลายฝ่ายที่มีความกังวลว่าการก่อสร้างท่าเรือจะสิ้นเปลือง และสมควรพัฒนาเป็นท่าเรือท่องเที่ยวเท่านั้น
“
ขอยืนยันว่าการพัฒนาเป็นท่าเรือท่องเที่ยวนั้นไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากนักท่องเที่ยวจะนิยมใช้ท่าเรือใน จ.ภูเก็ต มากกว่า และฤดูท่องเที่ยวบริเวณ จ.สตูล นั้นมีเพียง 6 เดือนเท่านั้น จึงถือว่าไม่เหมาะสม อีกทั้งการก่อสร้างท่าเรือไม่ได้มีขนาดใหญ่ รองรับเรือหนัก 5 ตันได้ 3 ลำเท่านั้น” นายถวัลย์รัฐ กล่าวนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2554 ได้ให้กรมเจ้าท่าเร่งพัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการขนส่งสินค้าทางน้ำในแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเบื้องต้นต้องมีการลงทุนก่อสร้างเขื่อนยกระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 2 แห่ง ที่ จ.นครสวรรค์ และสิงห์บุรี วงเงินการลงทุนประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท
ล่าสุด ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าไปหารือร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของโครงการอีกครั้ง ก่อนเสนอมายังกระทรวงคมนาคมเพื่อรับทราบ จากนั้นจึงเสนอเรื่องดังกล่าวให้กับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อพิจารณา
นอกจากนี้ กรมเจ้าท่าจะต้องเพิ่มสัดส่วนการขนส่งผู้โดยสารทางน้ำเพิ่มด้วย โดยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการเรือโดยสาร เพิ่มขึ้นเพื่อลดปัญหาการจราจรทางด้านถนน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวทางน้ำเพิ่มขึ้น ในส่วนของการพัฒนาท่าเรือกรุงเทพของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จะต้องเร่งพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพให้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น เนื่องจากขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีนโยบายที่ชัดเจนในการย้ายสัดส่วนการขนส่งสินค้าไปที่ท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มขึ้น







