posttoday
การดำเนินคดีผู้บริโภค โดยอาศัยอำนาจ สคบ.

การดำเนินคดีผู้บริโภค โดยอาศัยอำนาจ สคบ.

09 ธันวาคม 2553

....เดชา กิตติวิทยานันท์

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไม่ใช่เสือกระดาษอย่างที่หลายๆ คนคิด มีคดีตัวอย่างที่ต้องชมเชย สคบ. ในการช่วยเหลือผู้บริโภค ประสบความสำเร็จมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าเป็นองค์กรที่ยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เช่น คดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกา ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3886/2552 รายละเอียดดังนี้

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล โดยได้รับความเห็นชอบจากอัยการสูงสุด จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และจัดทำโครงการก่อสร้างบ้านพักอาศัยแบบทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่...ของจำเลย ใช้ชื่อว่า โครงการ...คลอง 2 จำเลยโฆษณาขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ประชาชนทั่วไป ทำให้ผู้บริโภค 3 ราย คือ นางสาว บ นาง ว และนาย ส กับนางสาว ม หลงเชื่อเข้าจองและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลย หลังจากทำสัญญา ผู้บริโภคทั้งสามรายชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลย แต่จำเลยมิได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จตามสัญญาอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค โจทก์ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภครายอื่นว่า จำเลยกระทำผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการ... จึงมีมติให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีแพ่งกับจำเลยแทนผู้ร้องเรียน และดำเนินคดีแทนผู้บริโภครายอื่น

ก่อนฟ้อง เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีหนังสือแจงให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน หากไม่ปฏิบัติตามภายในกำหนดถือว่าจำเลยผิดสัญญาและให้ถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 214,300 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 214,300 บาท แก่นางสาว บ ชำระเงิน 87,300 บาท แก่นาง ว และชำระเงิน 94,900 บาท แก่นาย ส และนางสาว ม ผู้บริโภค พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5% ของต้นเงินที่ต้องชำระแก่ผู้บริโภคแต่ละราย นับแต่วันที่ 4 เม.ย. 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้บริโภค ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า “...คดีสำหรับนาง ว นาย ส และนางสาว ม ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา จึงถึงที่สุด ฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2539 (ที่ถูก พ.ศ. 2522) มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ไม่มีข้อความตอนใดที่ระบุว่า หากมีการละเมิดสิทธิต่อผู้บริโภคแล้ว โจทก์สามารถดำเนินคดีแทนผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องมอบอำนาจอีก อันเป็นการยกเว้นหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801(5) ที่ระบุไว้ชัดว่า การฟ้องคดีนั้นจะต้องมีการมอบอำนาจให้ชัดแจ้งเสียก่อนก็ดี หรือฎีกาว่า นางสาว บ ทำบันทึกการร้องเรียนและหนังสือมอบอำนาจที่ระบุแต่เพียงให้โจทก์มีอำนาจบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนเท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่ให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีก็ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการ หรือ... เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำละเมิดสิทธิของผู้บริโภคในศาล และเมื่อคณะกรรมการได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมีอำนาจดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้”

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า โจทก์ได้รับคำร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิและมีการแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคแล้ว โดยความเห็นชอบอธิบดีกรมอัยการในขณะนั้นให้เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคและโจทก์ได้แจ้งไปยังกระบวนการยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ย่อมถือว่าโจทก์อำนาจฟ้องแล้ว โดยไม่จำต้องให้ผู้บริโภคมอบอำนาจแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางสาว บ ผ่อนชำระให้จำเลยแล้วเป็นเงิน 214,300 บาท แต่จำเลยยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างบ้าน เช่นนี้ถือว่า จำเลยไม่ปฏิบัติการชำระหนี้เป็นการตอบแทน จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน ซึ่งไม่เพียงพอที่จำเลยจะปฏิบัติตามสัญญาได้ หรือฎีกาว่าหนังสือดังกล่าวบอกเลิกสัญญาโดยไม่ระบุข้อความว่า นางสาว บ พร้อมที่จะชำระเงินดาวน์ส่วนที่เหลือหากจำเลยก่อสร้างบ้านเสร็จและโอนให้นางสาว บ ได้ ทำให้จำเลยไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงว่านางสาว บ ต้องการบ้านหรือไม่ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบ

ศาลเห็นว่าเมื่อนางสาว บ ยอมชำระเงินให้แก่จำเลยอันเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ต่อจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ได้ลงมือก่อสร้างบ้านย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาตั้งแต่นั้นมา จึงไม่ต้องคำนึงว่าระยะเวลา 15 วัน ที่กำหนดไว้ในหนังสือดังกล่าวเป็นเวลาพอสมควรหรือไม่ ส่วนที่หนังสือบอกเลิกสัญญาไม่ระบุข้อความว่านางสาว บ พร้อมที่จะชำระเงินดาวน์ส่วนที่เหลือก็ไม่ทำให้หนังสือบอกเลิกสัญญาไม่ชอบแต่อย่างใด เพราะข้อความดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญของการบอกเลิกสัญญา จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินคืนนางสาว บ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน