
กระทิงแดงควัก300ล.บุกตลาดใน-นอกประเทศ
‘กระทิงแดง’ คึกตลาดชูกำลังโตพุ่งครั้งแรกในรอบ 5ปี ควักงบตลาดกว่า 300 ล้านบาท ย้ำ “เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” บุกหนักตลาดใน-ต่างประเทศ รับยอดขายโต10%ครั้งแรก
‘กระทิงแดง’ คึกตลาดชูกำลังโตพุ่งครั้งแรกในรอบ 5ปี ควักงบตลาดกว่า 300 ล้านบาท ย้ำ “เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” บุกหนักตลาดใน-ต่างประเทศ รับยอดขายโต10%ครั้งแรก
นายสราวุฒิ อยู่วิทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เครื่องดื่มกระทิงแดง เปิดเผยว่าในปี54 บริษัทเตรียมงบไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทเพื่อทำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้กลยุทธ์ ดนตรีและกีฬาที่ใช้เป็นกิจกรรมหลักในการทำตลาด หรือ มิวสิค แอนด์ สปอร์ต มาร์เก็ตติง โดยเฉพาะการทำตลาดในต่างประเทศโดยใช้งบกว่า 100 ล้านบาท ผ่านกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต ล่าสุดกระทิงแดง หรือ ‘Red Bull’ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในกีฬาระดับโลก แข่งรถสูตร1 หรือ ฟอร์มูลาร์ วัน (F1) “จากทีม เรด บูล เรซซิง” ได้เป็นทีมแชมป์โลกปี2010 หลังเก็บคะแนนจากทุกสนามการแข่งขันในรอบปี53 ที่ผ่านมา
ส่วนแผนการทำตลาดในประเทศไทยนั้น บริษัทจะมุ่งให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การตลาดผ่านกีฬาและดนตรี เป็นหลัก เพื่อสื่อสารผลิตภัณฑ์ไปยังกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ซึ่งบริษัทจะทำตลาดเชิงรุกเพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมายในต่างจังหวัดเป็นหลัก ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของสินค้าดังกล่าว และสร้างการจดจำความเป็นผลิตภัณฑ์ตราสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังของคนไทยที่มีอายุอยู่ในตลาดมานานกว่า 30ปี ไปพร้อมกับสโลแกนกระทิงแดง“เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” ต่อเนื่องจากปีนี้
“รอบปีที่ผ่านมาหลังตัวเปิดสโลแกนดังกล่าว ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เครืองดื่มกระทิงแดง ประสบความสำเร็จสูงทั้งยอดขายและการรับรู้ตราผลิตภัณฑ์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะภาพลักษณ์ตราสินค้าที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น” นายศราวุฒิ กล่าว
ขณะที่ตลาดรวมเครื่องดื่มชูกำลังในปีนี้ มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากหลายปีที่ผ่านมา โดยตลาดรวมมูลค่ากว่า 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท มีอัตราเติบโตกว่า 7-8% เป็นครั้งแรกในรอบ 5ปี จากก่อนหน้าที่ตลาดนี้ไม่มีการเติบโตมานานแล้ว รวมถึงยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดงที่โตขึ้น 10% เป็นครั้งแรกเช่นกัน จากช่วงก่อนหน้าบริษัทมีอัตราเติบโตรายได้เพียงหลักเดียวเท่านั้น คาดเป็นผลจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในปีนี้ แม้จะมีผลกระทบจากภัยน้ำท่วมแต่เป็นเพียงช่วงสั้น แต่เมื่อกลับสู่ภาวะปกติแล้ว ภาพรวมกำลังซื้อในประเทศได้ฟื้นขึ้นตามไปด้วย
ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ2ในประเทศ ด้วยส่วนแบ่ง 30% ของตลาดรวม และเป็นอันดับ1 ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทจะยึดแนวทางการทำตลาดในประเทศที่สร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื้อสร้างความแข็งแกร่งในตลาดระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งจากแนวทางการทำตลาดทั้งหมดในปีนี้ คาดส่งผลให้บริษัทมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 10% รวมถึงในปีหน้าที่คาดว่าจะยังคงเติบโตได้ในตัวเลขดังกล่าวเช่นกัน







