
เล็งถกต้นทุนลงทุน‘แอลเอ็นจี
นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า เรกูเลเตอร์อยู่ระหว่างกำหนดค่าสถานีก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) โดยจะต้องรวบรวมต้นทุนของ ปตท.ที่เป็นผู้ลงทุนและนำเข้า คาดว่าจะกำหนดให้แล้วเสร็จก่อนการนำเข้าและเปิดจำหน่ายในเดือน เม.ย. 2554 แต่อาจจะทำให้ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะราคาแอลเอ็นจีแพงกว่า
กรณีโรงไฟฟ้าที่เข้าข่ายกิจการรุนแรงที่ต้องผ่านการพิจารณาของเรกูเลเตอร์ มีโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) 1 แห่งเท่านั้น คือ โรงไฟฟ้าถ่านหินของโกลว์ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่เข้าข่ายต้องดำเนินการตามมาตรา 67 ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และสุขภาพ (เอชไอเอ) โดยโกลว์มั่นใจว่าจะส่งไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญาได้ในปลายปีหน้า
นายกวิน กล่าวว่า หลังจากเรกูเลเตอร์ทำหน้าที่ครบวาระ 3 ปี ในวันที่ 1 ก.พ. 2554 จึงได้จับสลากพ้นวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการ 3 คน จาก 7 คน โดยผู้ที่พ้นตำแหน่ง ได้แก่ นายชลิต เรืองวิเศษผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้า นายจงเจตน์ บุญเกิด ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชี และนายศุภิชัย ตั้งใจตรง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ต่อจากนี้ไปจะตั้งคณะกรรมการสรรหารวม 9 คน เพื่อคัดเลือกเรกูเลเตอร์ที่ว่างอยู่ต่อไป คาดว่าจะใช้เวลา 34 เดือนกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 9 คน เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์มาแทน คาดว่าจะใช้เวลาในการสรรหาประมาณ 34 เดือน
**ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการจับฉลากออกแต่การดำเนินการต่างๆของเรกูเลเตอร์ ก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งกฎหมายแม่บทกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและกิจการก๊าซธรรมชาติ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ได้กำหนดให้ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนด 3 ปีให้กรรมการกำกับกิจการพลังงานออกจากตำแหน่ง 3 คน โดยวิธีจับสลาก เพื่อให้กรรมการที่เหลืออีก 4 คนสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ ส่วนจะมีการว่าจ้างให้กลับมาเป็นที่ปรึกษาหรือไม่นั้นยังไม่แน่ต้องดูความเหมาะสมก่อน
**นอกจากนี้ ทาง 74 เครือข่ายกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าที่นำโดยนายโกเมศ แดงทองดี ประธานตัวแทนคณะทำงานยกร่างระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า ได้เข้ายื่นหนังสือต่อเรกูเลเตอร์ เพื่อคัดค้านร่างระเบียบกองทุนที่ทางเรกูเลเตอร์ได้มีมติปรับปรุงใหม่ โดยไม่ได้นำความคิดเห็นจากการทำประชาพิจารณ์มากำหนดในร่างดังกล่าว ซึ่งถือได้ว่าไม่ตรงกับเจตนารมย์ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 เช่น ตำแหน่งประธานคณะกรรมการกองทุน ที่เรกูเลเตอร์กำหนดว่าทางภาครัฐจะเป็นผู้แต่งตั้งในขณะที่เจตนารมย์ของร่างระเบียบกองทุน ต้องการให้ประธานมาจากการเลือกตั้งของภาคส่วนต่างๆ
**อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ ทางเครือข่ายฯ มองว่าอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและนำไปสู่การฟ้องร้องภายหลัง และยังเห็นว่าอำนาจการบริหารงานอาจไม่เกิดจากท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้ามีประมาณกว่า 2,000 พันล้านบาท โดยจัดเก็บจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า และมีเป้าหมายจะนำไปพัฒนาท้องถิ่นของประชาชนรอบโรงไฟฟ้า







