posttoday
สมคิดเตือนรัฐล้อมคอก ความเสี่ยงงบประมาณ

สมคิดเตือนรัฐล้อมคอก ความเสี่ยงงบประมาณ

25 พฤศจิกายน 2553

...ทีมข่าวการเงิน

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถา “พลิกประเทศไทยเพื่ออนาคต” ว่า รัฐบาลควรบริหารการจัดการงบประมาณอย่างเร่งด่วน เพราะในอนาคตจะมีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนสวัสดิการทางสังคม การดูแลแรงงานนอกระบบและคนชรา

ถามว่าจะนำเงินจากที่ไหนมาช่วยเหลือ จากงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบลงทุน 16% งบของกระทรวงมหาดไทย 1.2 แสนล้านบาท กระทรวงกลาโหม 1.7 แสนล้านบาท และกว่า 50% เป็นค่าใช้จ่ายประจำด้านบุคลากร รวมทั้งภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงินของรัฐบาล

ดังนั้นเห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะต้องเร่งมีการรื้อหรือปฏิรูปโครงการสร้างภาษี สิทธิประโยชน์ภาษีการลงทุนของบีโอไอ และภาษีสินทรัพย์ซึ่งมีการพูดมากว่า 2 ปีแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้า

ขณะเดียวกัน ควรมีการกระจายอำนาจและงบประมาณให้แต่ละจังหวัดดำเนินการเพื่อสร้างยุทธศาสตร์สร้างความโดดเด่นของแต่ละภูมิภาคให้แข่งขันได้

สมคิด ระบุว่า สนับสนุนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเข้ามาดูแลเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดเงินระยะสั้น ตลาดหุ้น โดยออกมาตรการเข้มตามความเหมาะสม ซึ่งเชื่อว่า ธปท. และกระทรวงการคลัง ทราบดีว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร และเชื่อในวิจารณญาณของรัฐที่จะดูแลผู้ส่งออกที่ลดผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่า 10% และรัฐต้องลงทุนในจุดที่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต และสร้างความมั่นคงของประเทศ

“สหรัฐยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มาตรการเพิ่มเงินในระบบ QE ยังทำให้เศรษฐกิจฟื้นไม่ได้ เป็นมาตรการหลังพิงฝา และไม่รับผิดชอบของสหรัฐ ทำให้เงินไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ ตอนนี้ไม่ใช่สงครามค่าเงินแต่เป็นสงครามการค้า ที่ใช้ค่าเงินเป็นอาวุธ ดังนั้นการแทรกแซงค่าเงินอย่างเดียวจะทำให้มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง”สมคิด กล่าว

ประเทศไทยต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนาบนพื้นฐานความรู้ และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟอีโคโนมี) ซึ่งไทยยังใช้งบประมาณด้านนี้เพียง 8,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยมาก

ส่งผลให้ประเทศไทยยังมีการพัฒนาที่ล้าหลังกว่าหลายประเทศ ในขณะที่หลายประเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น มาเลเซีย ประชากรมีรายได้ต่อหัว 7,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าประเทศไทย 2 เท่า และมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง เวียดนามมีการปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ เพื่อต้องการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) มีการทุ่มลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยมีบุคคลกรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 ล้านคน มีสถาบันวิจัย 1,500 แห่งและมีนักวิจัยเฉพาะด้านกว่า 600 สาขา อันดับความสามารถการแข่งขยับเพิ่มจากอับดับที่ 75 เป็น อันดับ 59 หรือเพิ่มขึ้น 16อันดับและติดประเทศที่น่าลงทุนอันดับที่12ในขณะที่ไทยมีติดอันดับน่าลงทุนใน 25 อันดับแรก

ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพไม่ด้อยว่าประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ยังขาดการบริหารจัดการน้ำหรือระบบชลประทานที่ดี ต่างจากเวียดนามที่มีระบบชลประทานกว่า 70% ทำให้ผลผลิตข้าวต่อไร่สูงกว่าไทยเท่าตัว

นอกจากนี้ไทยยังติดอันดับสุ่มเสี่ยง อันดับที่ 7 อันดับเดียวกับปากีสถาน เลบานอน โซมาเลีย เนื่องจากภาพความขัดแย้งต่างๆ ออกไป

สมคิด กล่าวว่า อาเซียนมีการรวมกัน รวมทั้งกลุ่มอาเซียนบวก 3ทำให้เศรษฐกิจมีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์แต่ต้องมียุทธศาสตร์ โดยการส่งออกของไทย 60 %ส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียน และจีนจะมีบทบาทสำคัญ ซึ่งได้มีการประกาศนโยบายชัดที่จะมุ่งการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวตกรรม และการศึกษา ซึ่งมีนัยสำคัญว่าจีนจะเลิกพึ่งพิงค่าแรงงานถูกและในระยะสั้นจะยังคงค่าเงินหยวนไว้เพื่อพัฒนาประเทศซึ่งไทยต้องคิดหนัก เพราะเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพิงการส่งออก 70 80% และปีหน้ามองว่าการท่องเที่ยว การเกษตร และการลงทุนยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

“สหรัฐยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ มาตราการเพิ่มเงินในระบบ QE ยังทำให้เศรษฐกิจฟื้นไม่ได้ เป็นมาตรการหลังพิงฝา และไม่รับผิดชอบของสหรัฐ ทำให้เงินไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ ตอนนี้ไม่ใช่สงครามค่าเงินแต่เป็นสงครามการค้า ที่ใช้ค่าเงินเป็นอาวุธ ดังนั้นการแทรกแซงค่าเงินอย่างเดียวจะทำให้มีแต่เจ๊ง กับเจ๊ง “นายสมคิดกล่าว

สกนธ์ วรัญญูวัฒนา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ในด้านเสถียรภาพการคลัง ยังไม่น่าเป็นห่วง ดุลการคลังเกินดุลสูง จากการจัดเก็บรายได้ที่เกินเป้า สามารถเพิ่มศักยภาพจัดเก็บภาษีได้อีกมาก ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป แต่ก็มีประเด็นท้าทายในส่วนภาระชำระดอกเบี้ยหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องกำกับดูแลให้ ธปท.ที่เป็นผู้ชำระเงินต้นแก้ไขปัญหา เพื่อทำให้ภาระดอกเบี้ยในส่วนนี้ลดลง เพื่อจัดสรรเงินไปใช้โครงการของรัฐอื่นๆ ได้

ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า เสถียรภาพการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า โดยเฉพาะการเลือกตั้งใหม่ ที่คาดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพด้านการลงทุน นโยบายโครงสร้างพื้นฐาน โครงการประชานิยมและสวัสดิการ นโยบายราคาสินค้าเกษตร และนโยบายด้านที่ดินสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนแต่เป็นนโยบายที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองทั้งสิ้นทั้งนี้ เห็นว่า ประเทศไทยติดกับการยกระดับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ขาดกลไกลในการเกลี่ยทรัพยากรจากบนลงล่าง เช่น ภาษี สวัสดิการ ระบบการชดเชยสังคม ขาดการยกระดับคุณภาพทรัพยากร และล้มเหลวในการประสานงานระหว่างภาครัฐรัฐ เอกชนเอกชน และรัฐเอกชน

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย