
เอกชนนำขับเคลื่อนศก.ปีหน้า
อดีตรองนายกฯม.ร.ว.ปรีดิยาธรประเมินทิศทางเศรษฐกิจปีหน้า จะถูกขับเคลื่อนโดยการบริโภคภาคเอกชน จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ
อดีตรองนายกฯม.ร.ว.ปรีดิยาธรประเมินทิศทางเศรษฐกิจปีหน้า จะถูกขับเคลื่อนโดยการบริโภคภาคเอกชน จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พระเอกที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้า คือ การบริโภคภาคเอกชน โดยได้รับอานิสงส์จากรายได้ภาคเกษตรที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรหลายตัว เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มราคาดี
ขณะที่ภาคการค้าระหว่างประเทศที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก มองว่าปีหน้าจะเติบโตไม่สูงมาก เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าทำให้ผู้ประกอบการเร่งนำเข้าสินค้าเพิ่มมากขึ้น รองรับการขยายกำลังการผลิตและรองรับการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
“การบริโภคจะสูงขึ้นมากก็จริง แต่จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ราคาไม่แพง ดังนั้นเงินเฟ้อจึงไม่น่าเป็นห่วง ว่าจะกดดันให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังในปีหน้า คือ ภาวะเงินทุนไหลเข้าที่ต้องดูแลไม่ให้สูงเกินไป ส่วนความขัดแย้งในประเทศไม่มีผลกระทบมากนัก เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนอยู่แล้ว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า สำหรับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ที่นายกรัฐมนตรีมองว่าจะโตได้ 7.9% ไม่ใช่เป้าหมายที่สูงเกินไป เพราะฐานการเติบโตของปี 2552 อยู่ในระดับต่ำ ส่วนปี 2554 ที่คาดว่าจะเติบโตที่ 4.5% ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวเสวนาหัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้วิกฤตการเมือง”ในการสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี’54 ของสมาคมเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ในปี’54 สิ่งที่สำคัญรัฐต้องบริหารสภาพคล่องส่วนเกินทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการนำเงินสำรองระหว่างประเทศมาลงทุน เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาท และไม่ให้อัตราดอกเบี้ยลดลงไปมาก รวมทั้งเพื่อมาบรรเทาค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเลือกของแรงงาน
ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่สามารถที่จะพึ่งพิงการเมืองได้มากนัก ดังนั้นจะต้องให้พึ่งหน่วยงานรัฐและเอกชน เช่น คณะกรรมการร่วมภาครัฐเอลเอกชน (กกร.) สภาพัฒน์ฯ สำนักงบประมาณและสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง มากำกับและที่สำคัญจะต้องมีผูนำที่มีความสามารถ ในขณะเดียวกันต้องมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ปรับภาคการผลิตอุตสาหกรรม เพิ่มภาคการบริการเกษตร เพิ่มสัดส่วนการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าตอบแทนของแรงงาน
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่ต้องระมัดระวังเรื่องเสถียรภาพทางการเงิน เนื่องจากภาครัฐจะมีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลจัดสรรสวัสดิการให้กับประชาชนทั้งการดูแลคนแก่ คนพิการ ซึ่งไม่ใช่โครงการประชานิยมแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องและรัฐบาลต้องดำเนินการ
“ปัจจุบันมีคนจ่ายภาษี 6 ล้านคนแต่ดูแล คน 64 ล้านคนและอนาคตคนหนุ่มสาวจะต้อทำงานหนักมากขึ้น1-2 เท่าเพื่อจ่ายภาษีเลี้ยงดูคนแก่ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีการปรับเปลี่ยนการจัดหารายได้หรือภาษีเพื่อที่ให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการประชาชน และอนาคตประเทศไปรอดหรือไม่จะต้องมีการปรับปรุงเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มคุณภาพของคน รวมทั้งการเพิ่มรายได้จากการบริการ “นายไตรรงค์กล่าว







