posttoday
กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน!! เมื่อเรื่องเล็ก กลายเป็นปัญหาใหญ่

กู้ซื้อบ้านไม่ผ่าน!! เมื่อเรื่องเล็ก กลายเป็นปัญหาใหญ่

11 มกราคม 2553

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

ใครจะไปรู้ว่า เรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่า เป็นแค่ "เรื่องเล็กๆ น้อยๆ" ไม่ได้มีความสำคัญอะไร จะสามารถสร้างปัญหาใหญ่ให้เราได้ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ อย่างการกู้ซื้อบ้าน เพราะเรื่องขี้ปะติ๋วในสายตาเรา แต่ในสายตาของสถาบันการเงินที่จะให้สินเชื่อกลับมองว่า มันเป็นปัญหาใหญ่ จนเป็นเหตุให้ "ปฏิเสธสินเชื่อ" เลยก็ได้

จริงๆ แล้วปัญหาใหญ่ๆ ที่ทำให้คำขอกู้ซื้อบ้านไม่ผ่านการอนุมัติจากธนาคารมีอยู่ไม่กี่ข้อ อาทิ รายได้ไม่พอ มีหนี้มาก ติดเครดิตบูโร ซึ่งก็พอจะรู้ๆ กันอยู่แล้ว

เพราะโดยทั่วไปธนาคารจะกำหนดให้ผ่อนค่างวดสำหรับสินเชื่อบ้านในแต่ละเดือนไม่เกิน 40% ของรายได้สุทธิ หรือ 1 ใน 3 ของรายได้ เพราะฉะนั้นคนที่มีรายได้ต่อเดือนหลังจากหักลบกับภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน (รวมภาระหนี้) ไม่มากพอตามมุมมองของธนาคาร ก็มีสิทธิถูกปฏิเสธสินเชื่อ

เรื่องใหญ่ๆ อีกเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ คือ ประวัติเครดิต ที่ปรากฏอยู่ในข้อมูลเครดิตบูโร ที่ธนาคารจะนำประวัติการชำระเงินของเรามาเป็นองค์ประกอบหลักอีกข้อหนึ่งในการพิจาณาสินเชื่อ ซึ่งถ้าเป็นประวัติที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าเป็นประวัติไม่ดีมีหนี้ค้างชำระก็เป็นอันว่าจบกัน เพราะธนาคารอาจปฏิเสธสินเชื่อ

เพราะคนที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านที่มีอยู่ประมาณ 20-30% จะมีสาเหตุจากเครดิตบูโรเป็นอันดับต้นๆ แม้ว่าทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพยายามบอกกับธนาคารพาณิชย์ว่า อย่าเอาเครดิตบูโรมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ปล่อยสินเชื่อ

แต่จากประสบการณ์ของบางคนจากสถาบันการเงินบางแห่ง พบว่าเรามักจะระมัดระวังกับปัญหาใหญ่ๆ แต่ลืมให้ความสำคัญกับ "เรื่องเล็ก" จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ (จนได้)

เพราะฉะนั้น เลยลองรวบรวมเรื่องเล็กๆ ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ สร้างความปวดใจให้กับคนอยากมีบ้าน แต่ต้องบอกกันก่อนว่า เหล่านี้เป็นประสบการณ์ของคนบางคนที่ได้รับมาจากสถาบันการเงินบางแห่งเท่านั้น เพราะสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะมีกฎระเบียบหยุมหยิมแตกต่างกันไป

สถาบันการเงินบางแห่งเข้าขั้น "เขี้ยวมากหน่อย" ทำให้เรื่องเล็กๆ ที่เล็กมากๆ สามารถกลายเป็นปัญหาใหญ่ๆ ขึ้นมาได้ แต่บางแห่ง "เขี้ยวน้อยหน่อย" ทำให้ปัญหาเล็กๆ ที่เล็กมากๆ ไม่ได้มีผลอะไรมากมายนัก แต่อาจจะมีแค่ปัญหาเล็กๆ ที่จะมากวนใจได้เท่านั้น

กู้ร่วม รวมหนี้
ถ้าไม่ใช่คนขี้หลงขี้ลืมเกินไปก็น่าจะพอจำภาระหนี้ต่างๆ ที่เรามีอยู่ทั้งหมดได้ไม่ยาก แต่บางครั้งที่เราอาจจะหลงลืมไป คือ ภาระหนี้ที่เรามีร่วมอยู่กับคนอื่น หรือที่เรียกว่า "กู้ร่วม" ซึ่งในบางครั้งเราอาจจะแค่ใช้ชื่อไปกู้ร่วม โดยไม่ได้รับภาระในการผ่อนชำระในแต่ละเดือนด้วย

แต่ในสายตาของธนาคารพาณิชย์จะไม่สนใจว่า ในทางปฏิบัติเราจะเป็นคนจ่ายหรือไม่ใช่คนจ่ายหนี้ แต่จะคำนวณภาระหนี้ที่เราต้องรับภาระตามสัดส่วนของมูลหนี้ที่กู้ร่วมอยู่ด้วย เช่น มีมูลหนี้ 9 แสนบาท และมีคนกู้ร่วม 3 คน (โดยเราเป็น 1 ใน 3 คนนั้น) ธนาคารจะคำนวณโดยนำ 3 ไปหาร 9 แสนบาท เท่ากับว่า แต่ละคนมีภาระหนี้อยู่ 3 แสนบาท

ปัญหาการกู้ร่วมที่เรามองข้าม ที่เราคิดว่า ไม่ใช่ปัญหา แต่กลับทำให้ใครหลายคนต้องน้ำตาตก เพราะธนาคารปฏิเสธสินเชื่อมาแล้ว

นอกจากนี้ ยังบ่นว่าธนาคารไม่ยอมรับฟัง "ความจริง" ที่ว่า เป็นแค่การใช้ชื่อกู้ร่วมเท่านั้น ไม่ได้มีผลกับภาระหนี้ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า มีผู้กู้หลักเป็นคนรับผิดชอบค่างวดต่อเดือนแต่เพียงผู้เดียว โดยชำระเงินด้วยการหักจากบัญชีเงินเดือน

ที่ร้ายกว่านั้น บางคนยังบอกว่า สถาบันการเงินบางแห่งที่ "เขี้ยวกว่า" จะไม่ได้นำมูลหนี้ที่กู้ร่วมมาหารเฉลี่ยแบ่งภาระเงินกู้ไปตามส่วนของผู้กู้ แต่จะเหมารวมว่า เราเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ที่กู้ร่วมนั้นแต่เพียงผู้เดียว จึงกลายเป็นว่า เรามีภาระหนี้มากกว่าภาระหนี้ที่เรามีอยู่จริง

มีหนี้ (อื่น) นิดๆ หน่อยๆ
ข้อนี้อาจจะใกล้เคียงกับกรณีกู้ร่วม แต่เป็นการ "ค้ำประกันหนี้" ให้กับคนอื่น โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งหลายคนอาจจะลืมไปแล้ว แต่สถาบันการเงินที่เราไปขอกู้ซื้อบ้านเขาไม่ลืม เพราะข้อมูลเหล่านี้ปรากฏอยู่ในเครดิตบูโร

นอกจากนี้ สิ่งที่แตกต่างจากการกู้ร่วม คือ สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะนับภาระหนี้ที่เราไปค้ำประกันแบบ 100% ไม่ต้องไปแบ่งภาระหนี้กับใคร แม้แต่ผู้กู้ตัวจริง เพราะเขาจะคิดว่า เราต้องรับผิดชอบภาระหนี้ที่เข้าไปค้ำประกันแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยหากผู้กู้มีเหตุให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้

ธนาคารจึงถือว่าลูกค้าที่มีภาระในการค้ำประกันเงินกู้ให้คนอื่นอยู่ มีความเสี่ยงมากขึ้นจึงต้องพิจารณาอนุมัติสินเชื่ออย่างละเอียดรอบคอบมากขึ้นกว่าหลักเกณฑ์ปกติ แทนที่จะดูความสามารถในการชำระหนี้ของเราเพียงคนเดียวก็ต้องไปดูความสามารถในการชำระหนี้ของคนที่เราไปค้ำประกันด้วยว่า จะสามารถชำระหนี้ก้อนที่เราไปค้ำประกันไว้ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินบางแห่งอาจจะไม่ได้คิดให้เป็นภาระหนี้แบบ 100% ซึ่งคนที่เคยไปค้ำประกันหนี้เอาไว้ แล้วลูกหนี้ยังผ่อนไม่หมดคงต้องไปตามสืบดูเอาเองว่า มีธนาคารไหนบ้างที่ไม่คำนวณแบบ 100%

ขณะที่เงินกู้อื่นๆ ที่ไม่ได้กู้จากสถาบันการเงิน เช่น เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ หลายคนคิดว่า ธนาคารไม่มีทางรู้ แต่ลืมไปว่าข้อมูลเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในสลิปเงินเดือน เพราะฉะนั้นไม่มีทางรอดพ้นจากสายตาเจ้าหน้าที่ธนาคารไปได้

หนี้อีกประเภทหนึ่งที่มักจะถูกลืม คือ หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่กู้ยืมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนักศึกษา ซึ่งบางคนคิดว่า เป็นหนี้จำนวนเล็กน้อย และไม่ใช่หนี้ของสถาบันการเงิน ก็ไม่น่า จะส่งข้อมูลให้เครดิตบูโร ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะหนี้กยศ. เป็นเงินกู้จากธนาคารกรุงไทย เพราะฉะนั้นจึงถูกนำส่งเครดิต บูโรด้วย

เพราะฉะนั้น คนที่เคยผิดพลาด เบี้ยวหนี้กยศ. คงต้องทบทวนใหม่ เพราะหากไม่ไปชำระให้เป็นบัญชีปกติ เงินเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละปี อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

กู้ซื้อบ้านควบประกันชีวิต
"ธนาคารบังคับให้ลูกหนี้ที่กู้ซื้อบ้านต้องทำประกันชีวิตด้วย ไม่อย่างนั้นธนาคารจะไม่ให้กู้" เชื่อได้เลยว่า คนที่เคยมีประสบการณ์การขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจะต้องเคยเจอคำพูดนี้จากปากของ "เจ้าหน้าที่ธนาคาร" ที่มักข่มขู่แกมขอร้องให้เราต้องทำประกันชีวิต นอกเหนือจากประกันอัคคีภัยที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นธนาคารจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้

แม้ว่าผู้บริหารสายงานสินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งจะทั้งนั่งยัน นอนยัน ว่า ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะธนาคารไม่มีนโยบายบังคับให้ลูกหนี้ทำประกันชีวิตควบคู่ไปกับการกู้ซื้อบ้าน จะบังคับให้ทำเฉพาะประกันอัคคีภัยเท่านั้น

"ไม่มีธนาคารไหนบังคับให้ลูกค้าทำประกันชีวิต แต่อาจจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ธนาคารอยากขายประกันชีวิต เลยให้ข้อมูลผิดพลาด อย่างไรก็ตาม การทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะหากตัวเราเป็นอะไรไปคนข้างหลังจะได้ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเป็นการซื้อมาเพื่อเก็งกำไรก็คงไม่จำเป็น" ผู้บริหารรายนี้กล่าวยืนยัน

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่า การทำประกันชีวิตควบคู่ไปกับการขอสินเชื่อบ้านอาจจะเป็นประโยชน์กับเราก็ได้ เพราะอาจทำให้เราสามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำลง เพราะธนาคารได้ค่านายหน้าขายประกันมาชดเชย และผู้บริหารรายนี้บอกว่า ลูกค้าประมาณ 80% จะทำประกันชีวิตควบคู่ไป เพราะเห็นประโยชน์ของการทำประกันมากกว่าถูกบังคับ

แต่ถ้าไปถามเจ้าหน้าที่ที่สาขาธนาคารก็ยังคงยืนยันคำเดิม แล้วคนที่กำลังอยากจะมีบ้านอย่างเราจะเชื่อใคร ถ้าไม่ใช่ต้องยอมทำประกันชีวิตตามที่เจ้าหน้าที่บอก เพื่อไม่ทำให้ "เรื่องเล็ก" กลายเป็น "ปัญหาใหญ่"

เครดิตบูโรเจ้ากรรม
ถ้าคิดว่า เกิดมาไม่เคยติดหนี้ใคร หรือเป็นหนี้ก็จ่ายตรงตามกำหนด ครบทุกงวด ก็ไม่เห็นจะต้องเป็นห่วงว่า จะมีประวัติเสียๆ ติดอยู่ในเครดิตบูโร น่าจะไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง 100% เพราะ "ความผิดพลาด" เกิดขึ้นได้เสมอ และเคยมีคนที่กู้บ้านไม่ผ่าน ด้วยความคิดแบบนี้มาแล้ว

เพราะก่อนหน้านี้แค่ค้างเงินไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งบางคนไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ตัวเองติดหนี้ไว้กับเจ้าไหน เพราะส่วนมากจะเป็นเพียงแค่ค่าธรรมเนียมจุกจิก ค่าปรับเล็กน้อยไม่กี่บาท แต่กลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะสถาบันการเงินหลายแห่งไม่ได้สนใจเรื่อง "จำนวนเงินที่ค้างชำระ" แต่จะมองแค่ว่า "ค้างชำระ" เท่านั้น

จนกระทั่งคณะกรรมการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตสั่งห้ามไม่ให้สถาบันการเงินส่งประวัติการชำระเงินเกี่ยวกับการค้างชำระค่าปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงหนี้ ค่าต่อสัญญา หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกต่อไป รวมทั้งเงินกู้สวัสดิการ หรือเงินกู้ที่ให้กับพนักงานของบริษัท แม้ว่าค่าปรับ ค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ จะไม่ถูกนำไปรายงานในเครดิตบูโรแล้ว แต่สถาบันการเงินบางแห่งยังคง "เขี้ยวยาว" อยู่เหมือนเดิม เพราะในลูกค้าบางรายมียอดหนี้ค้างชำระเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็นำมาเป็น "ประเด็นใหญ่" โดยให้เหตุผลว่า ประวัติดังกล่าวจะช่วยแสดงให้เห็นว่า

ลูกหนี้รักษาสัญญาในการใช้สินเชื่อหรือไม่ เป็นหนี้แล้วใช้หนี้หรือไม่ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่

ลูกหนี้ตรงต่อเวลาในการชำระหนี้หรือไม่

ลูกหนี้จัดการกับสินเชื่อ โดยเฉพาะเวลาที่มีปัญหาทางการเงิน มีการติดต่อสถาบันการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาได้ดีแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดบัตรเครดิต ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า สำหรับธนาคารกสิกรไทย ไม่ได้สนใจเรื่องเล็กๆ แบบนั้น เพราะถ้าติดหนี้บัตรเครดิตต่ำกว่า 5,000 บาท ธนาคารก็ไม่ได้คิดว่า ลูกค้ารายนั้นติดเครดิตบูโร

"หนี้ที่ค้างชำระต่ำกว่า 5,000 บาท เป็นเรื่องไร้สาระมากถ้าจะไม่ปล่อยสินเชื่อให้ และถือว่าธนาคารเสียโอกาสที่จะไม่ปล่อยสินเชื่อให้คนกลุ่มนี้" ณัฐพล กล่าว

กรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน
เรื่องที่เล็กที่สุดและเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่ามันจะสำคัญ แต่อาจจะนำปัญหาที่ใหญ่ที่สุดมาให้เราก็ได้ นั่นคือ การกรอกข้อมูลในใบสมัครสินเชื่อ เพราะ ณัฐพล บอกว่า การกรอกใบสมัครเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่พวกเรามักจะมองข้าม

"สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำเพิ่มเติมสำหรับผู้ขอสินเชื่ออีกจำนวนไม่น้อยที่มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการกรอกข้อมูลในใบสมัครให้ครบถ้วน ซึ่งความจริงแล้วข้อมูลทุกช่องที่ให้กรอกในใบสมัครมีส่วนสำคัญในการพิจารณาการให้สินเชื่อ เนื่องจากปัจจุบันเกือบทุกธนาคารจะใช้ระบบ Credit Scoring เป็นเครื่องมือในการช่วยตัดสินใจอนุมัติหรือปฏิเสธสินเชื่อ" ณัฐพล กล่าว

โดยที่คะแนน Credit Scoring จะได้มาจากการประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่ผู้ขอสินเชื่อได้กรอกไว้ในใบสมัคร เพราะฉะนั้นหากกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน คะแนนที่ควรจะได้รับก็จะขาดหายไป ทำให้คะแนนที่ได้ต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งถ้าคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดไว้ ใบสมัครก็อาจถูกปฏิเสธโดยทันที

เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะทำเรื่องใหญ่อย่างการขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ เพราะเรื่องเล็กๆ สร้างปัญหาใหญ่ๆ ให้ปวดใจได้ไม่ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค