posttoday
จีสตีลแก้หนี้170ล.เหรียญฉลุย

จีสตีลแก้หนี้170ล.เหรียญฉลุย

23 พฤศจิกายน 2553

 เงินต้นดอกเบี้ยหายวับ5พันล. ธุรกิจปกติหนี้ต่อทุนต่ำกว่า1เท่า

โพสต์ทูเดย์ — ผู้ถือหุ้นกู้ จีสตีล 90% ยกมือผ่านฉลุยปรับโครงสร้างหนี้รับรู้กำไรทันที 2,000 ล้านไตรมาส 4 ส่วนเจ้าหนี้การค้า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เตรียมเจรจายืดหนี้ ชี้ธุรกิจเทิร์นอะราวด์

การประชุมเจ้าหนี้หุ้นกู้ของบริษัท จี สตีล (GSTEEL) มูลค่า 170 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหนี้ 90% ของหุ้นกู้ทั้งหมดมีมติให้ปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการแปลงหนี้เป็นทุน และการลดหนี้

นายริวโซ โอกิโน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท จีสตีล เปิดเผยว่า ขั้นตอนจากนี้จะแจ้งทรัสตีผู้ถือหุ้นกู้ทราบ และมีระยะเวลาการแปลงหนี้เป็นทุน

สำหรับแปลงหนี้หุ้นกู้ 100% จะถูกแปลงหนี้เป็นทุน 65% ส่วนหนี้ที่เหลืออีก 35% จะลดหนี้ 60% ของหนี้ที่เหลือ เท่ากับเหลือหนี้ 14 % ซึ่งแบ่งชำระ 5% ของเงินต้นเดิมในอีก 5 เดือนข้างหน้า ที่เหลือ 9% กำหนดชำระภายใน 5 ปี

แหล่งข่าวจากจีสตีล เปิดเผยว่า การแปลงหนี้เป็นทุน 65% ในกรณีที่มีการใช้สิทธิทั้งหมด เจ้าหนี้จะเข้ามาถือหุ้น 23% ส่วนหนี้ 5% ที่ต้องจ่ายภายใน 6 เดือน ถ้าจ่ายไม่ได้อาจใช้วิธีการแปลงหนี้เป็นทุน สุดท้ายแล้วหนี้ 100% เจ้าหนี้จะได้รับ 66% ซึ่งไม่ถือว่าเสียหายมากเนื่องจากการแปลงหนี้เป็นทุน 1 เหรียญสหรัฐ (30 บาท) ได้ 30 หุ้น ตีราคาหุ้นละ 80 สตางค์ เท่ากับ 24 บาท มีโอกาสที่จะได้กำไรจากราคาหุ้นในอนาคต ถือว่าเสียหายไม่มาก

ปัจจุบันหุ้นกู้ซื้อขายในตลาดต่างประเทศมีการเปลี่ยนมือไปมา ทำให้ต้นทุนไม่เท่ากัน หรือบางคนเพิ่งเข้ามาซื้อ อาจได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ด้วย ประโยชน์ที่ จีสตีลจะได้นอกจากลดความกดดันแล้ว ยังช่วยลดเงินต้นและดอกเบี้ย 5,000 ล้านบาท และมีกำไรจากการลดหนี้ทันที 2,000 ล้านบาท โดยรับรู้กำไรทันทีในไตรมาส 4 ปีนี้

ส่วนหนี้การค้าของตัวแทนจำหน่าย (ซัพพลายเออร์) 500 ล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ระหว่างเจรจาขอยืดหนี้ระยะยาว

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างนี้สำเร็จ ทำให้จีสตีล กลับมาเป็นปกติ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำกว่า 1 เท่า มีความสามารถที่จะผลิตสินค้ามากขึ้นทดแทนการนำเข้า ซึ่งปัจจุบันจีสตีล สามารถผลิตได้มากขึ้น 60% ของกำลังผลิต จากเดิม 30% ส่วนหนึ่งตัวแทนจำหน่ายได้สนับสนุนเงินหลายพันล้านบาทเพื่อซื้อวัตถุดิบผลิตสินค้า ซึ่งธุรกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปริมาณการใช้เหล็กรีดร้อนช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวน 4.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 57% คาดว่าทั้งปีมีความต้องการใช้ 13.5 ล้านตัน ดีกว่าปีก่อนซึ่งมีจำนวน 10 ล้านตัน และความต้องการเหล็กทุกชนิดปี 2554 คาดเพิ่มขึ้น 10% จากปีนี้

“จีสตีลจะเป็นผู้ผลิตที่ได้รับประโยชน์จากสินแร่เหล็กที่ปรับตัวขึ้น หรือได้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น เพราะเป็นผู้ผลิตเหล็กเพียงไม่กี่รายที่ใช้วัตถุดิบจากการหลอมเศษเหล็ก ขณะที่ส่วนใหญ่ใช้สินแร่เหล็กเป็นวัตถุดิบในการผลิต” นายวิกรม กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน