posttoday
ซื้อแบงก์ รับการเข้าสู่วัฏจักรการลงทุน

ซื้อแบงก์ รับการเข้าสู่วัฏจักรการลงทุน

23 พฤศจิกายน 2553

....จิตรา อมรธรรม

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยเพิ่งจะเสร็จสิ้นการรายงานยอดการปล่อยสินเชื่อเดือน ต.ค. ซึ่งเข้าใกล้ช่วงปลายปี ปรากฏว่ายอดสินเชื่อเติบโตดีตามคาด ธนาคาร 9 แห่งมีเงินให้สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 6.9 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายใหญ่และเป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน นับเป็นสัญญาณที่ดีบ่งบอกถึงการเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้า และเป็น Theme สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นของเราในปีหน้าเช่นกัน สำหรับสินเชื่อเพื่อการผลิตและการส่งออกตามฤดูกาลน่าจะเกิดขึ้นมากใน 2 เดือนสุดท้ายของปี

สินเชื่อที่ขยายตัวได้ดีในเดือนที่ผ่านมาส่วนใหญ่มาจากธนาคารขนาดใหญ่ (เพราะเป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่) โดยเฉพาะ SCB ที่เดือนนี้โดดเด่นที่สุด เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าแล้วเพิ่มขึ้น 2.4% (+9.7% ในงวด 10 เดือนแรก) รองลงมาเป็น KBANK (+8.1% ในงวด 10 เดือนแรก) และ KK (+18.0% ในงวด 10 เดือนแรก) เพิ่มขึ้นเท่ากัน 1.9% ส่วน BBL สินเชื่อเดือนนี้ยังน่าผิดหวัง เพิ่มขึ้นเพียง 0.5% (+1.6% ในงวด 10 เดือนแรก) ถือว่าน้อยกว่ากลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ด้วยกัน ในส่วนของกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ (TISCO, TCAP, KK) เงินให้สินเชื่อเพิ่มขึ้นเพียง 0.18% จากเดือนก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยที่สุดในรอบปี โดย TCAP เป็นแห่งเดียวที่มีสินเชื่อลดลง 0.2% จากการจ่ายชำระคืนสินเชื่อในส่วนของ SCIB

เมื่อรวมยอด 10 เดือนแรกของปีนี้ สินเชื่อของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นแล้ว 6.5% จากในช่วงต้นปี ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับการเติบโตของสินเชื่อเฉลี่ยในอดีต 56% ต่อปี ทั้งนี้ นักวิเคราะห์กลุ่มแบงก์ของ บล.ฟินันเซียไซรัส ได้คาดการณ์ว่าสินเชื่อปีนี้ทั้งปีจะเติบโตได้ 8.6% และขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นเป็น 9.4% ในปี 2554 ก่อนที่อัตราการขยายตัวจะชะลอเล็กน้อยเป็น 7.0% ในปี 2555 เช่นเดียวกับกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดในปีนี้และปีหน้าที่ระดับ 1.09 แสนล้านบาท (เติบโต 20.6%) และ 1.25 แสนล้านบาท (เติบโต 14.0%) เป็นกลุ่มที่มีกำไรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของตลาด มีสัดส่วน 23% ของกำไรรวมทั้งตลาด โดยเป็นรองก็เพียงกลุ่มพลังงานเท่านั้น

การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชนและการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 66% ในทุกอุตสาหกรรม แม้จะยังห่างจากระดับ 7580% ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ประกอบการจะเริ่มพิจารณาขยายกำลังการผลิต และนำมาซึ่งความต้องการสินเชื่อ แต่บางอุตสาหกรรมก็ถือว่ามีการใช้อัตรากำลังการผลิตค่อนข้างสูงมาก เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (ใช้กำลังการผลิต 96%) แผงวงจรไฟฟ้า (ใช้กำลังการผลิต 85%) ชิ้นส่วนรถยนต์ (ใช้กำลังการผลิต 82%) หลายบริษัทในธุรกิจเหล่านี้เริ่มมีการขยายกำลังการผลิตไปบ้างแล้ว เช่น HANA SVI และ CCET เริ่มสร้างโรงงานใหม่ เพราะปัจจุบันผลิตเต็มกำลังแล้ว ส่วน KCE พื้นที่ในโรงงานมีเหลือ เพียงแต่ซื้อเครื่องจักรเพิ่มเท่านั้น

สำหรับความถูกแพงของหุ้นกลุ่มธนาคาร วัดกันว่าราคาหุ้นซื้อขายที่กี่เท่าของมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ปัจจุบันหุ้นกลุ่มธนาคารของไทยซื้อขายที่ 1.4 เท่าของ Book Value ถูกกว่าในอดีตที่ซื้อขายที่เฉลี่ย 1.6 เท่า และถูกว่าหุ้นธนาคารในภูมิภาคเอเชียในปัจจุบันที่ซื้อขายที่เฉลี่ย 1.6 เท่า ในขณะที่ความสามารถในการทำกำไรของแบงก์ไทยไม่ได้แพ้แบงก์ในประเทศอื่น โดยวัดกันที่ผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Return On Equity (ROE) ซึ่งแบงก์ในไทยทำได้ในระดับเฉลี่ย 14% ใกล้เคียงมาเลเซีย แต่ต่ำกว่าจีนและอินเดีย แต่ราคาหุ้นถูกกว่าเพื่อนบ้านมาก หากจะพูดถึงแบงก์ในไทยที่มี ROE ในระดับเดียวกับภูมิภาคจะมี SCB และ KBANK ซึ่งมี ROE สูงในระดับ 1618% แต่ก็ยังซื้อขายที่ PBV เพียง 2 เท่า ขณะที่แบงก์ในเอเชียที่มี ROE ระดับนี้ จะซื้อขายที่ PBV 3–4 เท่าไปแล้ว

สำหรับดัชนีหุ้นกลุ่มแบงก์ในไทยปีนี้ปรับตัวขึ้น 35% ปรับขึ้นน้อยกว่าดัชนีตลาดที่ปรับขึ้นมา 39% ถือว่าราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ Underperform ตลาดมากเกินไป และราคาหุ้นหลายตัวอยู่ในระดับที่เข้าไปซื้อลงทุนได้ โดยหุ้นที่โดดเด่นในปีหน้าน่าจะเป็นแบงก์ขนาดใหญ่ที่พร้อมสำหรับการขยายตัวของสินเชื่อโดยเฉพาะ KBANK (ราคาพื้นฐาน 140 บาท) และ SCB (ราคาพื้นฐาน 130 บาท)

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค