
โซนี่หวังพึ่ง‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’
ทำกิจกรรมตลาดผ่านเฟซบุ๊ก เจาะกลุ่มวัยรุ่นหนีดัมพ์ราคา
โพสต์ทูเดย์
— โซนี่ เดินเกมบุก “โซเชียลเน็ตเวิร์ก” หลังนักท่องเน็ตในไทยขึ้นอันดับ 1 ในอาเซียน ย้ำบริการผลิตภัณฑ์ หนีสงครามราคานายโทรุ ชิมิซึ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย ผู้ทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอทีแบรนด์โซนี่ เปิดเผยว่า บริษัทตั้งงบประมาณราว 50 ล้านบาท สำหรับทำกิจกรรมบริหารลูกค้าสัมพันธ์ หรือซีอาร์เอ็ม
“มายโซนี่” พร้อมลงทุนเพิ่มในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอเอสมากขึ้น เพื่อมุ่งกิจกรรมการตลาดผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก อาทิ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูบ เป็นต้นทั้งนี้ เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายผลิตภัณฑ์โซนี่กลุ่มต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการลงทะเบียนในเครือข่ายเฟซบุ๊กราว 56 ล้านคน โดยปัจจุบันไทยติดอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ทำให้เหมาะสมต่อการทำตลาดผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเทศเกาหลีใต้ ครองอันดับ 1
นอกจากนี้ บริษัทจะใช้จุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์และบริการของโซนี่เพื่อทำตลาดเชิงรุกเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยแบ่งประเภทตามความต้องการมากขึ้น จากข้อมูลหรือความต้องของผู้บริโภคที่ส่วนหนึ่งได้รับจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยโซนี่แบ่งสินค้าออกเป็นกลุ่มกล้องดิจิตอลดีเอสแอลอาร์ โน้ตบุ๊ก ไวโอ และหมวดทีวีบราเวีย ที่ได้รับความนิยมหรือมีแฟนเพจโซนี่บนเครือข่ายเฟซบุ๊กมากสุด
ทั้งนี้ บริษัทจะนำไปใช้ร่วมกับการทำตลาดแบบแบ่งกลุ่ม หรือเซ็กเมนเทชัน ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มเดียวกับกลยุทธ์ตลาดของโซนี่ระดับโลก ที่ในแต่ละประเทศจะมีรูปแบบแตกต่างกันออกไป
สำหรับด้านบริการ บริษัทเปิดตัวโปรแกรม
“มายโซนี่ : แม็กซิไมซ์ มาย โซนี่ เอ็กซ์พีเรียนซ์” เพื่อเชื่อมระหว่างบริษัทและฐานกลุ่มลูกค้าเดิมที่ปัจจุบันมีฐานสมาชิกโซนี่เกือบ 1 ล้านราย พร้อมเปิดตัว มายโซนี่ ลอยัลตี โปรแกรม โดยร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ อาทิ เมเจอร์ ซิเนเพล็กซ์, อีจีวี, โซนี่ พิคเจอร์ส, โซนี่ มิวสิค, คลับเมด, ไทยซิตี้ดีลส์ ไทยทัวร์ ดอท คอม และกรุงเทพประกันภัย เป็นต้น เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆให้กับลูกค้า สำหรับสินค้าทุกกลุ่มที่มีหมายเลขประจำตัวผลิตภัณฑ์ (ซีเรียล นัมเบอร์) โดยสมัครผ่านทางเว็บไซต์มายโซนี่ ดอต คอม ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายหลักโซนี่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงอายุ 2545 คิดเป็นสัดส่วน 80% ของฐานลูกค้าส่วนภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีหน้านั้นยังมีปัจจัยบวกหลายด้าน โดยเฉพาะกำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยยังดีอยู่ ส่วนปัจจัยลบภายนอกเป็นเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นและภาวะเศรษฐกิจในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งแนวทางการทำตลาดภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว เพื่อหนีการแข่งขันด้านราคาในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย ที่แบรนด์เกาหลีใช้กลยุทธ์ราคาจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางล่าง ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นเน้นกลุ่มระดับกลางบน โดยในปีงบประมาณ 2554 (เม.ย. 2553มี.ค. 2554) บริษัทคาดอัตราเติบโตรายได้ราว 20%







