
มองโลกสื่อสารผ่านทรู "2011 อินเตอร์เน็ตครองเมือง"
แม้การใช้อินเตอร์เน็ตไม่ใช่ “เรื่องใหม่” สำหรับชาวไซเบอร์ แมเนีย แต่กำลังจะกลายเป็น “เรื่องใหญ่” ในปี 2554....
แม้การใช้อินเตอร์เน็ตไม่ใช่ “เรื่องใหม่” สำหรับชาวไซเบอร์ แมเนีย แต่กำลังจะกลายเป็น “เรื่องใหญ่” ในปี 2554....
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
แม้การใช้อินเทอร์เน็ตไม่ใช่ “เรื่องใหม่” สำหรับชาวไซเบอร์ แมเนีย แต่กำลังจะกลายเป็น “เรื่องใหญ่” ในปี 2554 จากการที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต่างหันมาให้ความสำคัญที่จะกระจายการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งไร้สาย และ ผ่านสาย ให้เข้าถึงประชากรทั่วประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดได้มากขึ้น เพราะอินเตอร์เน็ตถือเป็นสาธารณูปโภคสำคัญที่ประชากรของประเทศจะต้องได้รับเท่าเทียมกัน
ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ช่วงปี 2553-2556 เป็นช่วงที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตเติบโตเร็ว (Hyper Growth) ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มโลก และในประเทศไทยเองการใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสาย หรือ บรอดแบนด์ ในปีหน้าจะเติบโตถึง 33% หรือเพิ่มเป็น 3.2 ล้านครัวเรือนจากขณะนี้ 1 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 16.6% ของจำนวนประชากร ซึ่งอินเตอร์เน็ตที่เข้าถึงเป็ดัชนีสำคัญที่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบทได้เป็นอย่างดี
การที่อินเตอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากนั้น เพราะการสื่อสารทุกวันนี้เคลื่อนตัวจากการบริโภคข้อมูลดิบที่มาในรูปแบบข้อความธรรมดา สู่รูปแบบที่เรียกว่า เร็ว ได้ความหมาย ได้อรรถรส ผ่านคอนเทนต์ที่เป็น “จริง” มากขึ้นในลักษณะ วิดีโอ และภาพเคลื่อนไหว ที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้มากกว่าเดิม
สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ โซเชียล มีเดีย ที่จะกลายเป็นคอนเทนต์หลักของกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ ที่เรียกว่า ดิจิตอลเนทีฟ จากปัจจุบันที่เติบโตสูงอยู่แล้ว ถึง 43% เนื่องจากเป็นช่องทางการสื่อสารที่ พัฒนาจากการรับ-ส่งอีเมล์ธรรมดา สู่รูปแบบที่โต้ตอบแบบอินเตอร์แอคทีฟ และกลายเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ “ขาดไม่ได้” ซึ่งคอนเทนต์ที่มีความเป็นมัลติมีเดียสูงมากเช่นนี้ จะทำให้ความเร็วของอินเตอร์เน็ตในปีหน้าจะอยูที่ระดับ 20-100 เมกะบิตต่อวินาที
ไม่เพียงแต่อินเตอร์เน็ตจะทำให้บรอดแบนด์เติบโตขึ้นอย่างชัดเจนเท่านั้น ในส่วนของตลาดมือถือเองก็จะขยายตัวอีก 6-8% ซึ่งมีแรงผลักสำคัญจากการบริโภคดาต้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในปีหน้ารายได้จากบริการนันวอยซ์จะแซงหน้าบริการเสียง หรือ มีมูลค่ารวม 1.4 แสนล้านบาท ขณะที่บริการเสียงจะอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งทำให้สงครามราคาค่าโทรหายไป และเปลี่ยนเป็นการแข่งขันด้านดาต้าแทน
พฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนเข้าสู่มัลติมีเดียนี้ จะส่งผลให้เทรนด์เครื่องลูกข่ายเข้าสู่ยุคหลอมรวม หรือ คอนเวอร์เจนซ์ ดีไวซ์ มากขึ้นไปอีก โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากไอโฟนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ดังนั้น ในปีหน้าจะเห็นเครื่องลูกข่ายที่เป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมสู่โลกอินเตอร์เน็ตและคอนเทนต์มัลติมีเดียได้สะดวกในสัดส่วนที่มากกว่าเครื่องลูกข่ายแบบธรรมดาทั่วไป
สำหรับการลงทุนของทรูในปีหน้านั้นวางไว้หลายรูปแบบ คือ ลงทุนทั่วไป 7,000 ล้านบาท ในสัดส่วนที่เท่ากันระหว่างทรูมูฟและบรอดแบนด์ แบบที่สอง คือ หากบริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม หรือ เอชเอสพีเอ เกิดขึ้น ทรูจะลงทุนที่ 8,000- 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่การลงทุน 3 จี บนคลื่นความถี่ใหม่ 2.1 กิกะเฮิร์ซ ทรูลงทุนระดับ 2-3 หมื่นล้านบาท
ส่วนการเข้าซ้อ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือ ฮัทช์ นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของบริษัท หากความเสี่ยงไม่สูงเกินไป และจะทำให้บริษัทได้ฐานลูกค้าที่ใช้บริการฮัทช์ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1.2-1.3 ล้านราย สามารถสร้างรายได้ 4,500 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังได้ศึกษากาทำตลาดในรูปแบบเอ็มวีเอ็นโอ ของ บริษัท ทีโอที ซึ่งข้อดีของการทำเอ็มวีเอ็นโอคือลดการลงทุนด้านโครงข่าย และไม่กังวลเรื่องที่ ร่าง พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.... กำหนดห้ามทำเอ็มวีเอ็นโอ เนื่องจากเอ็มวีเอ็นโอเป็นหลักปฏิบัติสากลทั่วโลก
ขณะที่การคอนเวอร์เจนซ์ แบบ 4 C คือ คอนเทนต์ คอมมูนิตี้คอมเมอร์ซ และ คอมมูนิเคเตอร์ ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักของทรูที่จะชิงพื้นที่ในอุตสาหกรรมมูลค่าเกือบ 3 แสนล้านบาทในวันที่โลกไร้สายครองเมือง







