
เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท มั่นใจ 4 แพลตฟอร์มธุรกิจ พร้อมพอร์ตโรงแรมกระจายแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
ดันบริษัทโตยั่งยืน เผยโรดโชว์ฮ่องกง-สิงคโปร์ ดึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำสนใจจองหุ้น
เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท มั่นใจ 4 แพลตฟอร์มธุรกิจ พร้อมพอร์ตโรงแรมกระจายแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ดันบริษัทโตยั่งยืน เผยโรดโชว์ฮ่องกง-สิงคโปร์ ดึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำสนใจจองหุ้น
เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทระดับพรีเมี่ยม ในเครือ สิงห์ เอสเตท มั่นใจ 4 แพลตฟอร์มธุรกิจ ทั้งบริหารเองภายใต้แบรนด์ของ SHR และบริหารผ่านเชนระดับโลก พร้อมโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่งรวมกว่า 4,600 ห้อง กระจายในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลกใน 5 ประเทศ ดันบริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน ล่าสุดเดินสายโรดโชว์ในฮ่องกงและสิงคโปร์ นักลงทุนสถาบันชั้นนำตอบรับลงทุน SHR หุ้นเติบโตเด่น
นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ ‘SHR’ กล่าวว่า หลังจากบริษัทเดินสายโรดโชว์ทั้งในฮ่องกงและสิงคโปร์ เพื่อสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้น SHR ของกลุ่มนักลงทุนสถาบัน เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่านักลงทุนสถาบันชั้นนำต่างให้ความสนใจหุ้น SHR เป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทมีแพลตฟอร์มการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจ ประกอบด้วย 1) โรงแรมที่บริหารจัดการเอง คือ โรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และโรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย ในประเทศไทย 2) โรงแรมที่บริหารผ่านสัญญาบริหารจัดการโรงแรม ซึ่งดำเนินการภายใต้แบรนด์ Outrigger 6 แห่งใน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ และสาธารณรัฐมอริเชียส 3) โรงแรมที่บริหารผ่านสัญญาแฟรนไชส์กับแบรนด์โรงแรมระดับโลก ได้แก่ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton ซึ่งบริหารโดย Hilton เครือโรงแรมชั้นนำขนาดใหญ่ระดับโลกและ Hard Rock Hotel Maldives โดย Hard Rock แบรนด์โรงแรมและศูนย์ความบันเทิงระดับโลก ซึ่งทั้งสองโรงแรมตั้งอยู่ในโครงการ CROSSROADS ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อไม่นานมานี้ และอีก 29 แห่งในสหราชอาณาจักร ที่ SHR ร่วมลงทุนร้อยละ 50 โดยมีการบริหารจัดการเองผ่านแฟรนไชส์แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Mercure และ Holiday Inn 4) Asset Light Model ผ่านการพัฒนาแบรนด์ของ SHR และเป็นผู้ให้บริการในการบริหารโรงแรมให้ผู้ประกอบการอื่นในอนาคต
“ด้วยแพลตฟอร์มธุรกิจดังกล่าว ทำให้รูปแบบธุรกิจของ SHR มีความยืดหยุ่นและพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน เราเน้นการลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทระดับบนในราคาที่เข้าถึงได้ โดยมีโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่ง จำนวนห้องพัก 4,647 ห้อง ใน 5 ประเทศ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ได้แก่ ไทย สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ และสาธารณรัฐมอริเชียส แต่ละแห่งต่างมีช่วงฤดูท่องเที่ยวที่เป็นไฮซีซันและกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายแตกต่างกัน ในประเทศไทย ฤดูกาลท่องเที่ยวจะอยู่ในช่วงไตรมาส 4 และไตรมาส 1 และมีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ขณะที่ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ มีหน้าท่องเที่ยวอยู่ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 โดยมีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นต้น ทำให้ธุรกิจของบริษัทสามารถสร้างสมดุลย์ในการสร้างรายได้ในแต่ละไตรมาสได้”
นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการ CROSSROADS จุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนและความบันเทิงครบวงจรแห่งแรกในมัลดีฟส์ ที่จะเป็นการวางตำแหน่งใหม่ของภาคธุรกิจท่องเที่ยวให้กับมัลดีฟส์ จากเดิมเป็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคู่รักฮันนีมูน สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่สำหรับกลุ่มครอบครัว ด้วยกิจกรรมและสิ่งที่น่าสนใจที่หลากหลาย ได้แก่ Maldives Discovery Centre จุดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์แสดงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น และการจัดแสดงการอนุรักษ์ทางทะเลแบบเสมือนจริงใน The Marina@CROSSROADS ซึ่งสามารถตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวที่กว้างกว่า โดย CROSSROADS ถือเป็นโครงการโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวที่ SHR ลงทุนพัฒนาขึ้นใหม่
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา SHR เป็นบริษัทในธุรกิจโรงแรมที่มีอัตราการเติบโตของรายได้และจำนวนห้องพัก สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย โดยมีรายได้รวม ใน ระหว่างปี 2559-2561 เติบโตเฉลี่ย 63.1% ต่อปี หรือเท่ากับ 968 ล้านบาท 1,074 ล้านบาท และ 2,575.7 ล้านบาท ตามลำดับ ในครึ่งปีแรกของปี 2562 มีรายได้ 1,751.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 715.6 ล้านบาท ในช่วงเวลา เดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นอัตราเติบโต 144.8% กำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ยและภาษี (EBITDA) เติบ โต อย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 58.5% หรือเท่ากับ 348.9 ล้านบาท 514.3 ล้านบาท และ 877.4 ล้านบาท ตามลำดับ โดยในครึ่งปีแรกของปี 2562 มี EBITDA เท่ากับ 461.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.5%
นายชัยรัตน์ กล่าวเสริมว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,437,456,000 หุ้น ที่ราคา 5.20 บาท/หุ้น ในระหว่างวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2562 โดยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยจองซื้ออย่างล้นหลาม และสามารถระดมทุน 7,475 ล้านบาท ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับวัตถุประสงค์ในการระดมทุน บริษัทจะนำไปชำระหนี้จากการลงทุนซื้อกิจการโรงแรม Outrigger โดยคาดว่า ภายหลังการระดมทุน สัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะเหลือต่ำกว่า 0.5 เท่าจาก 1 เท่า ณ ครึ่งปีแรกของปี 2562 ซึ่งจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับการลงทุนในอนาคตของบริษัท โดยบริษัทวางเป้าหมาย ขยายธุรกิจโรงแรมเพิ่มจาก 39 แห่งเป็น 80 แห่ง มีจำนวนห้องพักรวม 8,000-9,000 ห้องภายในปี 2568 โดยเน้นการเข้าซื้อกิจการโรงแรมขนาดประมาณ 100-300 ห้อง ในระดับ 3 ถึง 4.5 ดาว ด้วยงบลงทุนปีละ ประมาณ 5,000-7,000 ล้านบาท เพื่อสร้างพอร์ตโรงแรมในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 60% และในประเทศ ไทย 40% จากปัจจุบัน 70-75% เป็นโรงแรมในต่างประเทศและ 25-30% ในไทย โดยมีเป้าหมายการลงทุน โรงแรมเพิ่มเติมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงให้ มหาสมุนทรอินเดีย แปซิฟิคใต้ และประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียน
“ธุรกิจท่องเที่ยวยังเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยโรงแรมที่เน้นการจัดประชุมสัมมนาอาจได้รับผลกระทบก่อน เนื่องจากการจัดกิจกรรมทางธุรกิจมีแนวโน้ม ลดลง ขณะที่ โรงแรมที่เน้นไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวพักผ่อนยังขยายตัวได้ดี แม้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว อาจลดน้อยลง SHR จะมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว ที่ปัจจุบันเป็นกลุ่มมิลเลนเนี่ยมที่ นิยมการใช้จ่ายกับไลฟ์สไตล์ การพักผ่อนและการเดินทาง โดยมีการคาดการณ์ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จะใช้ จ่ายกับไลฟ์สไตล์และประสบการณ์การเดินทางถึง 8.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2571 หรือในอีก 9 ปี ข้างหน้านี้” นายชัยรัตน์ กล่าว







