
‘จีสตีล’ฟื้น-พลิกกำไร53ล้าน
โพสต์ทูเดย์
— จี สตีล เทิร์นอะราวด์ ไตรมาส 3 พลิกกำไร 53 ล้านบาท ผู้สอบบัญชียังติดใจไม่แสดงความเห็นงบการเงิน ปลด SP วันนี้ หุ้นเดินหน้าต่อบริษัท จี สตีล (GSTEEL) รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3 พลิกเป็นกำไรสุทธิ 53.63 ล้านบาท ดีขึ้น 1,736 ล้านบาท คิดเป็น 103.18% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขาดทุน 1,682.38 ล้านบาท
ส่วนงวด 9 เดือน ขาดทุนสุทธิ 7,110 ล้านบาท ดีขึ้น 484 ล้านบาท หรือ 6.37% เทียบช่วงเดียวกัน ขาดทุน 7,594 ล้านบาท
สำหรับ จี เจ สตีล (GJS) ผลดำเนินงานเสมอตัว ขณะที่ช่วงเดียวกันขาดทุนสุทธิ 645 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า หุ้นกู้ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ก้อนเดียวของ GSTEEL ถ้าได้รับการแก้ไขและโหวตผ่านจากเจ้าหนี้ ในวันที่ 22 พ.ย.นี้ จะส่งผลให้บริษัทประหยัดดอกเบี้ยกว่า 2,000 ล้านบาท และไม่ต้องจ่ายหนี้กว่า 5,000 ล้านบาท จากการแปลงหนี้เป็นทุน
“
หากหุ้นกู้ได้รับการแก้ไข งบการเงินดีขึ้น ช่วยลดความกังวลจากผู้สอบบัญชีได้ และทำให้ฐานะการเงินดีขึ้น ที่ผ่านมาถือว่าแย่สุดๆ แล้วกับ จี สตีล มีการปรับโครงสร้างหนี้ ตลอดจนการปรับปรุงการผลิต และมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 4 จากความต้องการเหล็ก” นักวิเคราะห์ กล่าวอย่างไรก็ตาม บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินรวมและเฉพาะกิจการเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง จากปัญหาสภาพคล่อง เงินทุนหมุนเวียน และการหาผู้ร่วมลงทุนใหม่ การจัดหาแหล่งเงินกู้ กระบวนการจัดเก็บหนี้ ซึ่ง GSTEEL อยู่ระหว่างแก้ไขและปรับปรุงข้อตระหนักที่เหลืออยู่อีกเพียงข้อเดียวของผู้สอบบัญชี ซึ่งจะแก้ไขได้สำเร็จในขั้นตอนการตรวจสอบบัญชีงวดสิ้นปี
ด้านตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมาย SP และ NP หุ้น GSTEEL และ GJS รวมทั้งหุ้นป่องทรัพย์ (PSAAP) บริษัท ไทยเยอรมัน โปรดักส์ (TGPRO) และบริษัท ทีทีแอนด์ที (TT&T) เนื่องจากผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นงบการเงิน และอนุญาตให้ซื้อขายรอบเช้าวันที่ 17 พ.ย.นี้
เจ้าหน้าที่การตลาดเชื่อว่าราคาหุ้น GSTEEL มีแนวโน้มดีขึ้น และมีโอกาสปรับตัวขึ้นรับข่าวการฟื้นตัวของกิจการ
ด้านบริษัท แนเชอรัล พาร์ค (NPARK) ไตรมาส 3 ขาดทุนสุทธิ 160 ล้านบาท แย่ลง 203.79 ล้านบาท หรือ 470% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน กำไร 43.32 ล้านบาท งวด 9 เดือน ขาดทุน 41 ล้านบาท ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งขาดทุน 513 ล้านบาท สาเหตุจากรายได้ลดลง 145 ล้านบาท หรือ 90% และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 58.6 ล้านบาท หรือ 49%







