posttoday
บรรยากาศการลงทุนเริ่มแปรปรวน

บรรยากาศการลงทุนเริ่มแปรปรวน

16 พฤศจิกายน 2553

....สุกิจ อุดทศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน บทความของผมในสัปดาห์นี้อาจจะสามารถอ้างอิงกับบรรยากาศโลกในปัจจุบันที่ดูจะมีความแปรปรวนมากขึ้น โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนอากาศจะหนาวมากขึ้น แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มกลับมาร้อน

อย่างไรก็ตาม โดยปกติในช่วงเดือน พ.ย.ธ.ค. อากาศก็ยังน่าจะยังคงเย็นอยู่ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เพียงแต่จะเย็นมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ลักษณะของอากาศที่แปรปรวนดังกล่าวทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีว่ามีโอกาสที่จะแปรปรวนมากขึ้นจากในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน โดยความร้อนแรงของตลาดฯ อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทำให้เริ่มรู้สึกได้ว่ามีความผันผวนมากขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยเดิมหรือปัจจัยใหม่ซึ่งผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไป

วิกฤตหนี้ยุโรป + นโยบายเข้มงวดทางการเงินของจีน + การควบคุมเงินทุนไหลเข้าเอเชีย = บรรยากาศการลงทุนแปรปรวน ปัจจัยกดดันตลาดฯ ที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาส 1/2553 ได้แก่ ธนาคารกลางจีนปรับขึ้นเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ และวิกฤตหนี้ยุโรปในไตรมาส 2/2553 ได้กลับมาเกิดขึ้นพร้อมกันอีกครั้งในไตรมาส 4/2553 สำหรับปัจจัยความเสี่ยงที่เข้ามาเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/2553 ซึ่งมีโอกาสต่อเนื่องไปในปี 2554 ได้แก่ มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในตลาดพันธบัตร ดังนั้นหากเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้ามาในตลาดหุ้นมากขึ้น ก็มีโอกาสที่ทางการจะออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าในตลาดหุ้นเช่นกัน

วิกฤตหนี้ยุโรปดำเนินมาครบรอบ 1 ปี ในเดือน พ.ย. 2553 แต่ปัญหายังคงไม่จบ ยืนยันมุมมองของปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปว่าเป็นระยะยาว โดยล่าสุดนั้นตลาดการเงินพุ่งเป้าไปที่ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งมีความเสี่ยงลุกลามต่อไปที่โปรตุเกส – ทั้งนี้ หลังจากรัฐบาลไอร์แลนด์ประกาศว่าต้นทุนในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินของประเทศจะอยู่ที่ 5 หมื่นล้านยูโร หรือ 1/3 ของ GDP ปี 2552 ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าตัวเลขเดิมที่ 3.3 หมื่นล้านยูโร ซึ่งจะส่งผลให้การขาดดุลงบประมาณในปี 2553 สูงขึ้นถึง 32% ของ GDP ในปี 2553 ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าเป้าหมายของกลุ่มประเทศยูโรที่ 3% กว่า 10 เท่า

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดการเงินคาดการณ์ต่อไปว่า ไอร์แลนด์อาจจำเป็นต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ หลังจากกรีซเป็นประเทศแรกที่ขอรับความช่วยเหลือ ทั้งนี้ ตลาดฯ คาดการณ์ว่าไอร์แลนด์อาจต้องขอรับเงิน 6 หมื่นล้านยูโร เทียบกับหนี้และการขาดดุลงบประมาณที่ต้องชำระจากเดือน ต.ค. ถึงปี 2554 มูลค่า 5.5 หมื่นล้านยูโร หรือคิดเป็น 17% ของ GDP ในปี 2554 (ดูรูปที่ 1) ทั้งนี้ หากไอร์แลนด์ตัดสินใจขอรับความช่วยเหลือตามที่ตลาดฯ คาดการณ์

เราคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องให้เกิดความกังวลต่อปัญหาให้ลุกลามต่อไปที่โปรตุเกสและสเปน โดยโปรตุเกสต้องการเงิน 7.9 หมื่นล้านยูโร คิดเป็น 20.7% ของ GDP ปี 2554 ส่วนสเปน ต้องการเงิน 5.4 หมื่นล้านยูโร คิดเป็น 19% ของ GDP ปี 2554

แนวทางแก้ไขวิกฤตในรอบนี้ คาดว่า ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส มีโอกาสที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนฉุกเฉินที่จัดตั้งขึ้นโดยยุโรป และ IMF เนื่องจากปัญหาต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ คาดว่าทั้งสามประเทศยังคงไม่สามารถปรับลดการขาดดุลงบประมาณได้ตามแผนที่ตั้งไว้ ซึ่งทำให้ตลาดการเงินขาดความเชื่อมั่น และมีความเสี่ยงที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะปรับความน่าเชื่อถือลง ซึ่งโดยรวมมีผลให้ต้นทุนในการระดมทุนเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบัน ถึงแม้คาดว่าทั้งสามประเทศยังคงสามารถระดมทุนผ่านการขายพันธบัตรได้ตามปกติก็ตาม นอกจากนี้ ทางกลุ่มประเทศยูโรคงไม่ยอมปล่อยให้ประเทศในกลุ่ม PIGS ผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวตลาดการเงินประเมินว่ากลุ่มประเทศ PIGS อาจจำเป็นต้องเจรจากับผู้ถือหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเราประเมินว่าเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เบ็ดเสร็จ

สถาบันการเงินในยุโรปมีความเสี่ยงที่อาจจะต้องเพิ่มทุนรอบใหม่ หากสินทรัพย์ที่เกิดจากการถือครองพันธบัตรในยุโรปลดลงมากกว่าสมมติฐานในการทำ Stress Test ที่กำหนดให้สถาบันการเงินต้องมีสัดส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Tier 1 Capital) ขั้นต่ำ 6% ในขณะที่สินทรัพย์ของสถาบันการเงินไม่ได้ทำการทดสอบในส่วนของเงินลงทุนระยะยาวในพันธบัตรของกลุ่มประเทศยูโร ส่งผลให้สถานการณ์การเงินในปัจจุบันอาจไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของวิกฤตหนี้ (Sovereign Debt) ที่แท้จริง โดยสถาบันการเงินของฝรั่งเศสและเยอรมนี เป็นสถาบันการเงินที่ถือครองตราสารหนี้ของประเทศในกลุ่ม PIGS มากที่สุด

Moody’s กำลังรอการแถลงมาตรการการคลังระยะ 4 ปีของไอร์แลนด์เดือนนี้ก่อนตัดสินใจว่าจะลดอันดับความน่าเชื่อถือของไอร์แลนด์ ทั้งนี้ วันที่ 5 ต.ค. Moody’s ได้ประกาศอันดับความน่าเชื่อถือของไอร์แลนด์ที่ระดับ Aa2 (สูงกว่าระดับ Junk อยู่ 8 ขั้น) โดยมีแนวโน้มเป็นลบ (Negative Outlook) ทั้งนี้ หาก Moody’s ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง คาดว่าจะส่งผลให้ค่าประกันความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ของไอร์แลนด์เพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันได้

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า ถึงแม้ว่าวิกฤตหนี้ยุโรปรอบล่าสุดจะส่งผลกระทบให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง 4% ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) แข็งค่าเพิ่มขึ้น 3% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเพียงระยะสั้นและยังคงมีโอกาสอ่อนตัวลงในระยะกลางยาว จากผลกระทบของมาตรการในการเข้าซื้อสินทรัพย์รอบ 2 ของสหรัฐ วงเงิน 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ระยะเวลา 8 เดือน และปัญหาการขาดดุลแฝดของสหรัฐ

ทางการจีนกลับมาเริ่มต้นวงจรของนโยบายการเงินเข้มงวดรอบใหม่ในรอบ 8 เดือน กดดันหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ – ทั้งนี้ เป็นการสะท้อนว่าปัญหาภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยในเดือน ต.ค. 2553 ธนาคารกลางจีนได้ปรับขึ้นอัตราเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ของธนาคารขนาดใหญ่ และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรก ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายของจีนที่ 3% ส่งผลให้ประเมินว่า ทางการจีนมีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกในช่วงที่เหลือของปี 2553 รวมถึงอาจยอมให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเพื่อช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ นโยบายดังกล่าวถือว่าเป็นมาตรการที่ถูกต้อง และในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2553 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน โดยล่าสุดตัวเลข PMI ในเดือน ส.ค.ต.ค. กลับมาปรับตัวขึ้นรอบใหม่ ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นคาดว่าอาจมีต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2553 โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจจีน เช่น น้ำมัน ถ่านหิน อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงต้นปี 2553 เนื่องจากตลาดหุ้นจีนในปี 2553 ยังคงให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า MSCI Asia ex Jp อยู่ 23%

มาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้าของไทยและเอเชีย คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังการประชุม G20 การประชุมผู้นำประเทศในกลุ่ม G20 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงไม่ได้มีข้อตกลงในการห้ามการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงมากกว่าในช่วงที่เหลือของปี 2553 ประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ และไทย จะมีการออกมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้า อย่างไรก็ตาม คาดว่ามาตรการที่จะออกมาในช่วงแรกจะไม่รุนแรงเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาว

สำนักวิจัยฯ และนักลงทุนต่างชาติเริ่มให้ความสนใจกับตลาดหุ้นจีนมากขึ้น – ทั้งนี้ หลังจากตลาดหุ้นในแถบอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากว่าตลาดหุ้นในเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น นับตั้งแต่ต้นปี 2553 ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นที่ยังคงปรับตัวขึ้นไม่มากอย่างเช่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน มีความน่าสนใจมากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 2554 โดยคาดว่าจะมีผลให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยชะลอตัวเมื่อเทียบกับปี 2553

ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนเพิ่มขึ้นแต่ยังคงอยู่ในแนวโน้มขึ้น ทั้งนี้ ความรู้สึกของนักลงทุนในตลาดหุ้นเริ่มมีความกังวลมากขึ้น – จากผลการสำรวจของฝ่ายวิจัยฯ SCBS พบว่า นักลงทุนเริ่มมีความระมัดระวังกับระดับดัชนีฯ ในปัจจุบันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากจากการทำสำรวจครั้งก่อนในเดือน ก.ย. 2553 ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงคาดหวังว่าจะเป็นปัจจัยหนุนตลาดฯ ในช่วงเดือน พ.ย.ธ.ค. ได้แก่ 1) เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ 2) เงินทุนจากกองทุน LTF และ RMF โดยในเดือน พ.ย.ธ.ค. 2552 ทั้งสองกองทุนมีมูลค่ารวมกัน 1.52 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 85% ของทั้งปี 2552

กลยุทธ์การลงทุน “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” เพิ่มหุ้น Defensive จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัจจัยเดิม ยกเว้นเรื่องมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้า ทำให้ผมประเมินว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่กังวลต่อปัจจัยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มากเท่ากับช่วงต้นปี 2553 ดังนั้น จึงยังคงมีมุมมองว่าดัชนีฯ ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยมีเป้าหมายใน 12 เดือนข้างหน้าที่ 1,160 จุด ส่วนความเสี่ยงในกรณีที่ดัชนีฯ อาจแกว่งตัวลดลงได้ในระหว่างทางอยู่ที่ 960 จุด หรืออาจกล่าวได้ว่า ตลาดฯ ยังคงมี Upside Gain เท่ากับ 16% ส่วน Downside Risk ประมาณ 5% สำหรับหุ้น Defensive ได้แก่ ADVANC BGH TTW TICON GLOW

ทั้งหมดเป็นความเห็นของผมเองครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน