posttoday
ไขโอกาส 'แบรนด์ไทย' เจาะตลาดเออีซี 2558

ไขโอกาส 'แบรนด์ไทย' เจาะตลาดเออีซี 2558

16 พฤศจิกายน 2553

ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปี ที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดงานประจำปีวันนักการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Day) โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การตลาดนอกกรอบ จับโอกาสทองในเออีซี 2015” พร้อมดึงนักการตลาดมาไขกลยุทธ์ความสำเร็จและเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่ตลาดเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพื่อรองรับกำลังซื้อเฉียด 600 ล้านคน

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อโอกาสทองของธุรกิจไทย ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า การเปิดการค้าเสรีอาเซียนถือเป็นการยกระดับความสำคัญในประเทศอาเซียนต่อทั่วโลก และถือเป็นสัญญาการค้าที่สำคัญที่สุดของโลก จากทั้งหมด 350 ฉบับ แม้แต่สหรัฐอเมริกา และจีน ยังให้ความสำคัญกับเขตการค้าอาเซียนครั้งนี้ด้วย

ขณะที่เขตการค้าเสรีอาเซียน ย่อมมีทั้งด้านดีและด้านเสีย ในส่วนของไทยเองนั้น ในมุมมองของภาครัฐเชื่อว่า ระดับความเสี่ยงของการแข่งขันการค้าย่อมมีสูงขึ้น คู่แข่งด้านแรงงาน รวมถึงสินค้าและบริการต่างๆย่อมมีสูงขึ้นตามไปด้วย แต่เมื่อมองในแง่ของการขยายตัวของประชากรไทยถือว่ายังต่ำอยู่ ย่อมเป็นผลดีต่อการแข่งขัน เพราะในอีก 2ปีข้างหน้านี้ กลุ่มวัยทำงานจะมีมากสุด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แข่งขันกับการค้าเสรีอาเซียนนี้ได้ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมจะให้ความร่วมมือและช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการไทยเข้าแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ อาทิ การวางยุทธศาสตร์ต่างๆ ให้เอื้อต่อการทำธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ เช่น เรื่องของภาษี ต้องคล่องตัวมากขึ้น ระยะเวลาและขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทในไทยจะต้องสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งช่วยให้บริษัทสามารถเข้าไปลงทุนในต่างประเทศได้เต็มที่

น.ส.นภาพักตร์ เฉลียวพจน์ผู้อำนวยการ บริษัท อิปซอสส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การรู้จักผู้บริโภคในแต่ละประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ยอดขายเติบโตได้ โดยอาศัยผลการสำรวจวิจัยลูกค้าในแต่ละประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญซึ่งจากการสำรวจของทางอิปซอสส์ ในการสำรวจผู้บริโภคใน 5 ประเทศอาเซียน คือ ไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงอีก 3ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ยอดสำรวจแต่ละประเทศอยู่ที่ 1,000คน พบว่าสามารถแบ่งกลุ่มผู้บริโภคออกเป็น 6 กลุ่ม คือ 1. Indulgent สัดส่วน 25% 2. Brand driven 20% 3. Bargain hunters 14% 5.Careful planners 14% และ6.Responsible and selective 13%

สำหรับประเทศไทยพบว่า มีกลุ่มที่มี Indulgent มากสุด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการสินค้าที่ดี ราคาเหมาะสม มีความสนุกสนานในการชอป และตัวเลขในการซื้อในคอนวีเนียร์สโตร์สูงขึ้นทุกๆปี การซื้อในออนไลน์ยังน้อยอยู่ ขณะที่มาเลเซียกลุ่มIndulgent และ Careful planners พบมากสุด โดยพฤติกรรมการซื้อจะเลือกร้านค้าที่มีสินค้าที่ดีที่สุด ไม่นิยมเฮ้าส์แบรนด์ เน้นการซื้อในโมเดิร์นเทรด ส่วนฟิลิปปินส์ พบมากในกลุ่ม Bargain hunters วางงบล่วงหน้าในการซื้อ ไม่นิยมวางแผนการซื้อ พบน้อยในกลุ่มออนไลน์ เปิดกว้างกับแบรนด์เฉพาะของแต่ละร้านค้า ขณะที่ในอินโดนีเซีย พบว่ากลุ่ม Responsible and selectiveมีมากที่สุด หรือมีพฤติกรรมการซื้อที่เน้นของถูกเป็นหลัก และนิยมซื้อในร้านโชว์ห่วย ซึ่งมีเปิดให้บริการสูงมากในอินโดนีเซีย โดยในสิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีกลุ่ม Indulgentมากสุด โดยต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่เกี่ยงราคา เปิดกว้างในตลาดออนไลน์ และโมเดิร์นเทรด

ส่วนจีนพบว่า มีกลุ่ม Indulgent สูงสุด เปิดกว้างกับการซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น ส่วนอินเดียนั้น Indulgent สูงสุดเช่นกัน เปิดกว้างกับตลาดออนไลน์มากขึ้น เช่นเดียวกันญี่ปุ่น ตลาดออนไลน์เติบโตสูง

นายอิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ด แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวแบรนด์เถ้าแก่น้อย กล่าวว่า กลยุทธ์การทำตลาดให้ประสบความสำเร็จ คือ ต้องเป็นเจ้าแรกในตลาด แต่ถ้าเป็นเจ้าแรกไม่ได้ก็ต้องเป็นเจ้าแรกในกลุ่มนั้น เช่นถ้าเถ้าแก่น้อยไม่ได้เป็นสาหร่ายทอดกรอบเจ้าแรก เราก็มุ่งไปสู่การเป็นเจ้าแรกในตลาดกลุ่มสาหร่ายอบ

ส่วนแนวทางการทำตลาดอาเซียนในอนาคต มองว่าจะไม่แข่งขันเรื่องราคา แต่จะเข้าไปแข่งขันเรื่องการสร้างแบรนด์ดิง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่บริษัทได้ประสบการณ์จากการเข้าไปทำตลาดในจีน โดยสนใจประเทศสิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง และหวังสัดส่วนยอดขายที่มาจากตลาดเออีซีใน 5 ปีไม่ต่ำกว่า 1015% จากปัจจุบันแบรนด์เถ้าแก่น้อยอยู่ในอันดับ5 ของเอเชีย

ด้านนายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา ผู้ให้บริการร้านแว่นท็อปเจริญ บิวตี้ฟูล และอายส์ไบรท์ กล่าวว่า ถือเป็นโชคดีของคนไทย เพราะกลุ่มประเทศอาเซียนยังมองไทยเป็นพี่ใหญ่ ถือเป็นโอกาสที่ให้ทำธุรกิจได้อีกมาก

“บริษัทใช้กลยุทธ์ยึดหัวหาดและโฆษณา เพื่อสร้างและตอกย้ำแบรนด์ หรือถ้างบไม่เยอะให้จัดโปรโมชัน ซึ่งต้องทำธุรกิจครบวงจรอยู่ในไลน์อย่าไปแตกแถว และจับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าใหม่ๆ แปลกๆ” นายนพศักดิ์กล่าว

นายวุฒิชัย หาญพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท หาญ โปรดักส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์หาญ กล่าวว่า การนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดอาเซียนเป็นโอกาสและโชคดี เพราะมีคู่แข่งน้อยราย ซึ่งบริษัทจะชูแนวคิดโฮลิสติกส์เข้าสู่ตลาดนี้ จากปัจจุบันแบ่งสัดส่วนธุรกิจเป็น 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ 30% เป็นกลุ่มรีเทล คอนเซ็ปท์ และ40% มุ่งให้ความสำคัญในด้านการให้บริการ พนักงงาน เป็นต้น

ปิดท้ายด้วย นายฤทธิ์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็มเค เรสโตรองต์ ที่ให้มุมมองว่า การเข้าสู่ตลาดอาเซียนหรือเออีซีเป็นโอกาสดี จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ตลาดใหญ่ขึ้น เปิดโอกาสในการแข่งขันยิ่งถ้าหากเรามีสินค้าหรือบริการที่มีเอกลักษณ์จะยิ่งเป็นจุดแข็ง 2.ได้ประสบการณ์ทำตลาดมากขึ้น และ 3.เป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์จากระดับท้องถิ่นไปยังระดับภูมิภาค

ทั้งนี้เอ็มเค จะนำจุดเด้นเหล่านี้เป็นจุดสำคัญในการไดเวอร์ซิฟายด์ธุรกิจ ด้วยการเข้าไปลงทุนในหลายๆตลาด ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสในการโปรโมทประเทศไทย ด้วยแบรนด์สินค้าของเราเอง ซึ่งไทยสามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาได้ด้วย อย่างไรก็ตามแบรนด์ไทยยังมีจุดอ่อน เนื่องจากยังไม่แข็งแกร่งด้านการจัดการเหมือนต่างประเทศ ที่เป็นแบทั้งนี้ หากจะเข้าสู่ตลาดอาเซียนควรเตรียมความพร้อมใน 6 ขั้นตอน คือ 1.การแข่งขันด้านการเพิ่มผลผลิต 2.ทดลองเข้าตลาดเพื่อไม่ให้เสียโอกาส 3.การร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งและชำนาญ 4.การจัดการปรับโครงสร้างองค์กร 5.สร้างแบรนด์รอไว้ก่อน และ 6.เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์และสถานภาพทางการเงินรองรับการแข่งขัน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค