
ไทยชงเอเปกปีหน้าถกอาหาร
เพื่อความมั่นคงด้านอาหารของโลกหลังภัยธรรมชาติแรงขึ้น
โพสต์ทูเดย์
— ไทยหวั่นภัยธรรมชาติ ชงเอเปกถกความมั่นคงอาหารในรัฐมนตรีการค้าเอเปกที่สหรัฐปีหน้า ชูไอเดียสร้างกลไกรับมือเตือนภัยและสำรองนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปก ครั้งที่ 23 ที่สหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้า จะมีการนำประเด็นความมั่นคงด้านอาหารเป็นวาระสำคัญในการประชุมดังกล่าว ซึ่งจะอยู่ภายในหัวข้อความมั่นคงของมนุษย์ เพราะเป็นประเด็นหลักที่เอเปกให้ความสำคัญมาโดยตลอด
ข้อเสนอดังกล่าวไทยเป็นผู้หยิบยกหารือในการประชุมระดับรัฐมนตรีการค้าเอเปกครั้งนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น และได้รับการบรรจุในแถลงการณ์ร่วม ซึ่งขั้นตอนจากนี้ เลขานุการเอเปกจะได้บันทึกไว้ และส่งให้สหรัฐในฐานะเจ้าภาพเป็นผู้พิจารณาก่อนกำหนดประเด็นการประชุมครั้งต่อไป
“
ต้องยอมรับว่าความมั่นคงด้านอาหารเป็นประเด็นที่มีความน่ากังวล เพราะจากนี้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ปัญหาน้ำท่วม และภัยพิบัติอื่นกำลังจะเป็นตัวกำหนดปริมาณและทิศทางราคาสินค้าเกษตรและสินค้าอาหาร จึงต้องเร่งกำหนดแนวทางปรับตัวรับมือไม่ให้เกิดความขาดแคลน” นายอลงกรณ์ กล่าวอย่างไรก็ตาม มาตรการสำคัญที่ควรนำมารองรับการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศ ไทยได้เสนอให้มีการจัดตั้งกลไกรับมือ เช่น ระบบการเตือนภัย การพยากรณ์ผลผลิต และระบบสำรองอาหาร ซึ่งได้ยกตัวอย่างระบบสำรองอาหารข้าวในอาเซียน และจะขยายไปยังกลุ่มประเทศ เช่น ตะวันออกกลาง นอกจากนี้ได้เสนอแนวทางความร่วมมือทั้งในเอเปกเอง และองค์กรนอกที่มีประสบการณ์ เช่น องค์การอาหารและการเกษตรโลก หรือเอฟเอโอ
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ความสำคัญของความมั่นคงด้านอาหารและการพยากรณ์อาหารทำได้ยากขึ้น พิจารณาจากการผลิตข้าว มีผลผลิตข้าวกว่า 400 ล้านตัน แต่มีเพียง 10% ของปริมาณผลผลิตที่นำมาค้ากัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปริมาณส่วนเกินความต้องการบริโภคมีน้อยมาก หากเกิดปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ขึ้น อาจทำให้ปริมาณอาหารขาดแคลนและทิศทางราคาพุ่งสูงขึ้น
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็ม เอฟ) ระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชากรหรือจีดีพีของเอเปกคิดเป็น 53% ของโลกในจำนวนนี้สหรัฐฯมีสัดส่วน 24% ญี่ปุ่น 8% จีน 7% แคนาดา 2% อาเซียน (7 ประเทศ) 2% และอื่นๆ 10% ส่วนจำนวนประชากรมีสัดส่วนในเอเปคทั้งหมด 44% ของโลก แบ่งเป็นจีน 20% อาเซียน 8% สหรัฐฯ 5% รัสเซีย 2% ญี่ปุ่น 2% และอื่นๆ 4% ส่วนมูลค่าการค้าในเอเปคคิดเป็น 43% ของโลก แบ่งเป็นสหรัฐฯ 8% อาเซียน 7%จีน 9% ญี่ปุ่น 5% แคนาดา 3% อื่นๆ 13%







