posttoday
ทิ้งได้ทิ้งไป

ทิ้งได้ทิ้งไป

13 พฤศจิกายน 2553

....อานนท์

คราวที่แล้ว ผมกล่าวถึงการจัดการสินค้าประเภทอาหารที่หมดอายุว่า ถึงเวลาจริงๆ ก็ต้องโหดให้เป็น อย่ายกอาหารเหลือให้ใครไปง่ายๆ เพราะอาจจะหวนกลับมาเป็นสินค้าตัดราคาหลังร้าน ใต้จมูกของเรานั่นเอง

แล้วสินค้าประเภทอื่นๆ ล่ะครับ ก็ต้องมีวิธีการจัดการเหมือนกัน แต่ละสินค้ามีวิธีการที่ต้องทำแตกต่างกันไป ไม่เหมือนกันเลย แล้วแต่การเรียนรู้ และประสบการณ์ในการจัดการ ซึ่งมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงง่ายๆ อยู่ไม่กี่เรื่องคือ ต้องทำให้เกิดของเสียน้อยที่สุด หากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ก็จะดีที่สุด และหากจำเป็นต้องตัดใจก็ต้องตัดใจ อย่าไปอาลัยอาวรณ์

ยกตัวอย่างเสื้อผ้าครับ เราจะต้องมีการกำหนดไว้ในใจ เป็นมาตรฐานว่า หากออกแบบเสื้อผ้าใหม่มาแล้ว กี่เดือนที่ขายไม่ออก จะตัดใจลดราคา เช่น ทำเสื้อเชิ้ตออกมา ครั้งแรกขายราคาตัวละ 1,000 บาท หากผ่านไป 6 เดือน ยังมีของเหลืออยู่เกิน 50% แสดงว่าสินค้านั้นไม่ได้รับความนิยม ต้องจัดการใหม่ แต่หากเหลือประมาณ 20% แสดงว่าได้รับความนิยม แต่ผลิตมามากกว่าที่ตลาดต้องการ ก็อาจจะเอามาลดราคา เหลือตัวละ 600 บาท เพื่อดึงต้นทุนคืน และหากผ่านไปอีก 3 เดือน ยังเหลืออีก ก็อาจจะลดเหลือตัวละ 200 บาท หรือซื้อ 1 แถม 1 เป็นต้น

ย้อนกลับไปที่ว่า หากผ่านไป 6 เดือนแล้วยังเหลือของอยู่เกิน 50% จะทำอย่างไร จะให้ทิ้งไปก็เสียของเปล่า และอาจจะยังไม่ได้ทุนคืนด้วย ก็อาจจะต้องมาคิดว่า จะทำอย่างไร เช่น ส่งกลับไปให้แผนกออกแบบจัดการแก้ไข ปรับเปลี่ยน เช่น สกรีนลายบนหลังเสื้อให้ดูเป็นเสื้อแบบวัยรุ่น ทำปกใหม่ ตัดแขนทำเป็นเสื้อแขนกุดแบบวัยมันส์ เป็นต้น

ด้วยกรรมวิธีเหล่านี้ จะกลายเป็นสินค้าเกิดใหม่จากของเดิม จากที่ขายไม่ได้ ก็อาจจะสามารถขายได้

อย่างไรก็ตาม หากพยายามจนถึงที่สุดแล้วก็ยังขายไม่ออก ก็อาจจะต้องนำมาเป็นของแถมสำหรับสินค้าขายดีตัวอื่น หรือไม่ก็ตัดใจทิ้ง ซึ่งการทิ้งก็ทำได้หลายแบบ เช่น ตัดป้ายยี่ห้อออกให้หมด แล้วเอาไปขายราคาถูก หรือปล่อยของไปขายในตลาดนัด เป็นต้น ก็จะพอทำให้ได้ต้นทุนคืนมาบ้าง

สินค้าประเภทเสื้อผ้านี้ เป็นสินค้าประเภทที่สามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงได้ตลอดเวลา ดังนั้น นอกจากจะมีนักออกแบบที่เชี่ยวชาญ เข้าใจตลาดแล้ว ยังจะต้องมีนักดัดแปลง เพื่อเปลี่ยน หรือปรับสินค้าที่ทำไปแล้วผิดพลาด ขายไม่ออกด้วย

สินค้าประเภทอื่น เช่น หนังสือ หากถึงเวลาผ่านไป 1 ปี ยังเหลือของมาก ก็ต้องเอามาลดครึ่งราคา หรือแถมไปกับหนังสืออื่น ก็ทำในทำนองเดียวกันนั่นแหละครับ แต่ที่จะต้องทำให้ได้ก็คือ ถ้าจะลดต้องลดทั่วประเทศ อย่าปล่อยให้มีบางร้านบางสาขาลดราคาแต่บางสาขาไม่ลด ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และลูกค้าไม่พอใจ

มีสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่หากขายไม่ออกแล้วยุ่งมากเหมือนกัน คือ สินค้าประเภทไฮเทค หรือสินค้าไอที เพราะสินค้าพวกนี้ “ตกรุ่น” เร็ว ดังนั้น เวลาตั้งราคาขายครั้งแรก มักจะมีการตั้งราคาให้สูงไว้ก่อน เพื่อดึงกำไรเบื้องต้นก่อน และเมื่อเวลาผ่านไปแล้วมีของเหลือ ทีนี้ต้องเลหลังกันแบบยอมตัดราคาทุนกันเลยทีเดียว ไม่งั้นก็จะขายไม่ได้อีกเลย เพราะสินค้าพวกไฮเทคนี้ หากพลาดเวลาไปแล้ว ถือว่าพลาดเกือบตลอดกาล ถ้าจะขายให้ออกเมื่อหมดโอกาส จึงจะต้องลดกระหน่ำจริงๆ และอาศัยกำไรที่ได้ไปก่อนหน้าเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงไม่ให้ขาดทุน

แต่ไม่ว่าสินค้าไหนก็ตาม หากขายไม่ออกจริงๆ และเหลือไม่มากนัก การตัดสินใจทิ้ง เป็นเรื่องจำเป็น เพราะการเก็บเอาไว้ทำให้เปลืองที่เก็บ เปลืองงบประมาณในการดูแลรักษา ผมถึงได้บอกว่า หากเวลามาถึงเมื่อไหร่ ทิ้งได้ก็ต้องทิ้ง และอย่าไปเสียดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเห็นตัวเลขชัดๆ ว่า ทำกำไรไปได้พอประมาณแล้ว ก็ทิ้งไปเลยโดยไม่ต้องคิดมาก

การทิ้งก็ทำได้หลายอย่าง ดังที่เคยกล่าวมาแล้วคือ หากไม่มั่นใจว่าจะควบคุมได้ว่า มันจะหวนกลับมาสู่ตลาด และตัดราคาขายแข่งกับเรา ก็เผา หรือทำลายเสียให้สิ้นซาก แต่หากทิ้งแล้วมั่นใจว่าไม่เกิดผลกระทบ ก็เอาไปบริจาคเพื่อการกุศล ซึ่งนอกจากจะตัดป้ายยี่ห้อทิ้ง ยังอาจจะมีวิธีอื่นๆ เช่น กรณีหนังสือ ก็ประทับตราไปเลยว่า อภินันทนาการ เป็นการกุศล เพื่อป้องกันการวนกลับมาขายให้เราช้ำใจ

ไม่ว่าสินค้าแบบไหน ขายดีเท่าไหร่ ก็ย่อมมีวันขายไม่หมด เพราะไม่มีอะไรเทน้ำเทท่าได้ตลอดเวลา ดังนั้น การจัดการของเหลือ ของที่ขายไม่หมด จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ต้องเรียนรู้ และจัดการกับมันให้ได้ครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน