
ภาษีกองทุนตราสารหนี้...อยู่ที่เรียนรู้
คอลัมน์ เข็มทิศนักลงทุน
คอลัมน์ เข็มทิศนักลงทุน
เรื่อง ภาษีกองทุนตราสารหนี้...อยู่ที่เรียนรู้
บทความโดย กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ
ผู้บริหารฝ่าย ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย
.............................................................................................
เมื่อวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน จนบางครั้งคนเราไม่ทันได้ตระเตรียมหัวใจ…
ในที่สุด ฝัน (ร้าย) ก็ใกล้จะเป็นจริงนักลงทุนกำลังจะถูกจัดเก็บภาษีตราสารหนี้อย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงหรือลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนตราสารหนี้ซึ่งเดิมทีไม่ต้องเสียภาษี ทำให้หลายคนมีความกังวลว่าจะได้รับผลกระทบอย่างไร และจะได้รับผลตอบแทนลดลงทันทีเลยหรือไม่...เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าครับ
เริ่มต้นกันที่เดิมทีหากท่านลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ เป็นต้น ท่านจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยที่ได้รับนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 15%
แต่ในขณะเดียวกันหากท่านลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ที่กองทุนไปลงทุนนั้นจะไม่โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในระบบภาษีขึ้น โดยผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงจะมีภาระภาษีมากกว่าผู้ที่ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้
เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2562 ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 52) พ.ศ.2562 โดยสาระสำคัญมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อจัดเก็บภาษีจากการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ในอัตรา 15% ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 2562 เป็นต้นไป จึงทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการลงทุนทั้ง 2 แบบ
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีดังกล่าวจะส่งผลให้กองทุนต้องนำดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้มาเสียภาษีในอัตรา 15% ซึ่งไม่ได้กำหนดเฉพาะกองทุนตราสารหนี้เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงกองทุนประเภทอื่นๆ ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ด้วย ทำให้ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนของกองทุนโดยตรง
ทั้งนี้ ผลตอบแทนจะค่อยๆ ลดลงตามสัดส่วนตราสารหนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงฮวบฮาบอย่างที่คิด เนื่องจากสินทรัพย์ในกองทุนตราสารหนี้มีทั้งตราสารหนี้ที่ลงทุนก่อนวันที่ 20 ส.ค. 2562 ซึ่งจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษี และตราสารหนี้ที่ลงทุนหลังวันที่ 20 ส.ค. 2562 ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษี ทำให้กองทุนตราสารหนี้มีระยะเวลาปรับตัวในการส่งผ่านภาระภาษีไปยังบริษัทผู้ออกตราสารหนี้
นอกจากนี้ ภาครัฐได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการวางแผนการลงทุนเพื่อวัยเกษียณ รวมถึงต้องการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในระยะยาว จึงได้ยกเว้นภาษีตราสารหนี้ 15% ในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมที่จัดตั้งเพื่อรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (RMF for PVD) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) โดยมองว่ากองทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนในระยะยาวเพื่อรองรับการเกษียณของประชาชนในประเทศต่อไป
แล้วผู้ลงทุนอย่างเราๆ จะมีเทคนิควิธีเพื่อรับมือภาษีกองทุนตราสารหนี้ได้อย่างไรบ้าง?
เทคนิคที่ 1 สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก แนะนำให้ถือกองทุนตราสารหนี้ต่อไป เพราะยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก อีกทั้งผู้จัดการกองทุนก็มีหน้าที่บริหารกองทุนให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยภาษีที่ถูกเรียกเก็บไป
เทคนิคที่ 2 สร้างโอกาสด้วยการลงทุนในสินทรัพย์อื่น หากสามารถรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังกองทุนอื่น เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมศึกษาเรื่องความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน เช่น กองทุนผสมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น และที่กระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset) ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ เป็นต้น เพื่อช่วยลดการขาดทุนจากตลาดใดตลาดหนึ่ง เนื่องจากมีการปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ให้เหมาะสมกับทุกสภาวะตลาด
เทคนิคที่ 3 หากลงทุนเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวได้ แนะนำกองทุนกลุ่ม RMF เพราะเป็นกองทุนที่ได้รับการยกเว้นภาษีตราสารหนี้ 15% อีกทั้งยังเป็นกองทุนที่จะช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตในวัยเกษียณที่ดีได้
อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน…
ท้ายสุดนี้อยากฝากถึงผู้ลงทุนว่าอย่าตื่นตระหนกจนเกิดการโยกย้ายเงินลงทุนออกจากกองทุนตราสารหนี้ด้วยความไม่เข้าใจในมิติของการเก็บภาษี เพราะผลกระทบมีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งการขายออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่จะทำให้เสียโอกาสรับผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้ง การลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้เมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรงแล้วนั้น ยังมีข้อดีตรงที่ใช้เงินลงทุนไม่มาก เพียง 500 บาท ก็สามารถลงทุนได้ แถมยังมีผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงมาคอยบริหารจัดการกองทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้อีกด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงควร...อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด







