
เชื่อมั่นต.ค.ร่วง
ลดลงครั้งแรกในรอบ6เดือน น้ำท่วมบาทแข็งของแพงฉุด
โพสต์ทูเดย์
— ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ต.ค. ดิ่งครั้งแรกรอบ 6 เดือน ผลจากปัญหาน้ำท่วม เงินบาทแข็งค่า และค่าครองชีพสูงขึ้นนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน ต.ค. 2553 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงจากระดับ 81.5 ในเดือน ก.ย. มาอยู่ที่ระดับ 80.2 ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 6 เดือน
ทั้งนี้ เนื่องจากผู้บริโภค มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมว่าจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงานในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับการแข็งค่าอย่างรวดเร็วของเงินบาทเทียบ เหรียญสหรัฐ และค่าครองชีพที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงทุกรายการ
ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 71.6 จาก 73.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม 71.5 จาก 72.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 97.4 จาก 98.7
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับตัวลดลงจากระดับ 65.6 ในเดือน ก.ย. มาอยู่ที่ระดับ 64.0 ในเดือนนี้ แสดงว่าผู้บริโภคยังเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและโอกาสหางานทำในปัจจุบันยังฟื้นตัวไม่มากนัก และสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมในปัจจุบันยังคงไม่ดีมากนัก ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ในอนาคต (ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวลดลงจาก 86.4 มาอยู่ที่ 85.2 ในเดือน ต.ค.
อย่างไรก็ตาม คาดว่าผู้บริโภคจะเริ่มบริโภคมากขึ้นเป็นลำดับในปลายไตรมาส 4 ของปีนี้ หรือต้นปีหน้า หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย แต่การบริโภคของประชาชนจะยังระวังการใช้ เพราะดัชนีเชื่อมั่นทุกรายการ มีค่าต่ำกว่าระดับปกติ และหากสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งปัจจัยลบต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว คลี่คลายลงในระยะเวลาอันสั้น คาดว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมั่นคงในระยะเวลาอันสั้น
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้คาดจะส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นในเดือน พ.ย. ให้ปรับลดลงต่อไปอีก เนื่องจากจะฉุดกำลังซื้อของภาคประชาชน จากการประเมินเบื้องต้นพบความเสียหายจากน้ำท่วม น่าจะอยู่ที่ระดับ 7 หมื่น
–1 แสนล้าน บาท หากสถานการณ์เหล่านี้ยังไม่ได้รับการเยียวยาโดยเร็วจะกระทบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 และจะเห็นชัดเจนในต้นปีหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะลดลงเหลือ 22.5% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 34%“
รัฐบาลควรเร่งเข้าไปชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วม โดยเฉพาะภาคการเกษตร หากสามารถชดเชยให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือน ธ.ค.ได้ คาดว่าจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะจะทำให้ความเสียหายที่คาด 1 แสน ล้านบาท ลดเหลือ 5 หมื่นล้านบาทรวมถึง การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะบั่นทอนการส่งออกของภาคธุรกิจ และกระทบเศรษฐกิจไทยในระยะปานกลาง” นายธนวรรธน์ กล่าว






