
การผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่ 2 และผลกระทบจากนี้(ตอนจบ)
....สุรศักดิ์ ธรรมโม
ประการสุดท้าย การใช้นโยบาย QE2 ของเฟดจะส่งผลให้เกิดภาวะการปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลก เช่น ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน และราคาอาหาร เป็นต้น
ซึ่งปัจจุบันหลังจากประกาศมาตรการ QE2 ไม่ถึงสัปดาห์ ราคาทองคำได้ปรับขึ้นไปสูงกว่า 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และในอนาคตราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ จะต้องปรับขึ้นตามไป จากผลของปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ และความกลัวการเสื่อมค่าของเงินเหรียญสหรัฐ
ทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวควบเงินเฟ้อสูง (Stagflation) แทนที่เศรษฐกิจจะขยายตัวมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ลดโอกาสของการเกิดปัญหาเงินฝืดตามเป้าหมายที่เฟดตั้งเป้าไว้
ตามที่กล่าวมาในตอนก่อนๆ แล้วจะเห็นว่า การใช้นโยบาย QE2 มีผลเสียมากกว่าผลดี แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า ธนาคารกลางสหรัฐไม่มีทางเลือกอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่านี้ในการกอบกู้เศรษฐกิจ ต่างจากประเทศเอเชียในวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ที่ต้องเลือกวิธีการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจด้วยต้นทุนที่สูงยิ่ง กล่าวคือ การปล่อยให้สถาบันการเงินล้ม และเศรษฐกิจหดตัว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ไทย ที่ยอมให้สถาบันการเงินปิด บริษัทต่างๆ ล้มละลาย ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินทุนไหลออก และใช้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง ผลคือ เศรษฐกิจไทยหดตัวประมาณ ร้อยละ 11 ในปี 2541 และกว่าจะฟื้นตัวต้องใช้เวลาถึงปี 2544 หรือเกือบ 4 ปีจากปี 2540
แต่ผลดีชัดเจนในปัจจุบัน คือ สถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่งและความสามารถในการบริหารความเสี่ยงมากกว่าแต่ก่อนอย่างมาก ส่งผลให้สถาบันการเงินไทยผ่านวิกฤตเลห์แมนในปี 2551 ได้อย่างไม่สะเทือน แม้ว่าจะมีสถาบันการเงินไทยบางแห่งที่ลงทุนในตราสาร MBS อันเป็นต้นเหตุวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลก แต่ระดับการลงทุนในตราสาร MBS เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินทุนและสินทรัพย์อื่นๆ ของสถาบันการเงินไทย ผนวกกับองค์กรกำกับนโยบายเศรษฐกิจและการเงินของไทย มีความพร้อมและระมัดระวังตัวในการดำเนินนโยบายมากกว่าแต่ก่อนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถาบันการเงินไทยและองค์กรกำกับนโยบายไทยจะมีบทเรียนหรือทักษะในการรับมือกับวิกฤต แต่การที่เฟดใช้นโยบาย QE2 จะส่งผลกระทบที่แตกต่างออกไปจากภาวะวิกฤตก่อนหน้า
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ไม่มีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เงินสกุลสากลระหว่างประเทศ เช่น เงินเหรียญสหรัฐ จะถูกพิมพ์ขึ้นมามากขนาดนี้ คือ 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (รวม QE1 และ 2) โดยที่ไม่มีสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีความน่าเชื่อถือสูงหนุนหรือรองรับเงินเหรียญสหรัฐ นอกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเอง ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ธนบัตรนั้นๆ จะถูกรองรับหรือหนุนค่าของธนบัตรด้วยทองคำและสกุลเงินต่างประเทศที่น่าเชื่อถือสูง ซึ่งในปัจจุบันประเทศอื่นๆ โดยมากจะใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสินทรัพย์หนุนหลังมูลค่าธนบัตรของตน
ดังนั้น การพิมพ์เงินกระดาษในชื่อเหรียญสหรัฐออกมาจำนวนมหาศาลจะลดค่าของเงินเหรียญสหรัฐลง แต่ในแง่หนึ่ง คือการลดค่าของเงินกระดาษของประเทศอื่นๆ ที่ใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสินทรัพย์หนุนหลังด้วยเช่นกัน แม้ว่าในปัจจุบันนี้ ค่าเงินของสหรัฐอ่อนค่าแต่ค่าเงินของประเทศอื่นของเอเชียจะแข็งค่าขึ้น แต่ถ้าพิจารณาไปข้างหน้า การลดค่าของเงินเหรียญสหรัฐ คือ การลดค่าของเงินกระดาษของประเทศอื่นๆ เช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้ ประเทศสำคัญๆ อย่าง BRICs ซึ่งประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน จะแสดงความเห็นถึงสกุลเงินใหม่ที่ชื่อว่า SDRs ในการรองรับการเป็นเงินสกุลกลางในการซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศแทนเหรียญสหรัฐ
และก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ประธานธนาคารโลก (World Bank) เริ่มกล่าวถึงระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ผูกติดกับทองคำ และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกเริ่มกล่าวถึงการเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจัดประชุม Bretton Woods 2 เพื่อแก้ปัญหาสกุลเงินสื่อกลางของโลก
โดยสรุปแล้ว การดำเนินนโยบาย QE2 ก่อให้เกิดความเสี่ยงเฉพาะหน้าทั้งในเรื่องฟองสบู่และประสิทธิผลของมาตรการนี้ในการกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐ แต่ความเสี่ยงระยะยาวที่ไม่อาจละเลยได้คือการที่ระบบเงินเหรียญสหรัฐจะล้มลงนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง







