
ช้างหว่าน80ล้านผุด8ลานเบียร์
เดินหน้ารุกมิวสิกมาร์เก็ตติง เพิ่มเบียร์ใหม่ปีหน้าดันแชร์
โพสต์ทูเดย์
— ช้างทุ่มงบ 80 ล้านบาท ผุด 8 ลานเบียร์ทั่วไทย ย้ำกลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติงต่อเนื่อง ปีหน้าหวังส่วนแบ่งตลาดแตะ 40%นายชาลี จิตจรุงพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง ผู้ทำตลาดเครื่องดื่มตราช้าง เบียร์อาชา เปิดเผยว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณราว 5080 ล้านบาท เปิดให้บริการลานเบียร์ช้าง 8 จุดทั่วประเทศ คือ เซ็นทรัลเวิลด์ บิ๊กซีวงศ์สว่าง ลาวิลล่า พหลโยธิน เซียร์ นวมินทร์ ซิตี้ เมเจอร์ รัชโยธิน ยูดี บาซาร์ อุดรธานี บางใหญ่ ไนท์บาซาร์ และเซ็นทรัลบางนา โดยเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. 2553ต้นเดือน ม.ค. 2554
สำหรับคอนเซปต์ลานเบียร์ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้กิจกรรม
“ช้าง ลิฟวิง เดอะไนท์” ผ่านแนวคิดเดอะ เบสต์ อิน เทสต์ ประกอบด้วยดนตรีเพราะ อาหารอร่อย และบรรยากาศดี เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่นิยมสังสรรค์ในเทศกาลเบียร์สดช่วงปลายปีนอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์การทำตลาดผ่านกิจกรรมดนตรี หรือมิวสิกมาร์เก็ตติงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการทำตลาดของผลิตภัณฑ์ช้าง นอกเหนือกิจกรรมกีฬา ด้วยการร่วมสนับสนุนกิจกรรมดนตรีหลายรายการในปลายปีนี้ เพื่อตอกย้ำแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย
ก่อนหน้านี้ บริษัทใช้งบกว่า 700 ล้านบาท ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา จัดกิจกรรมสื่อสารการตลาด
“คนไทยหัวใจเดียวกัน” เพื่อปรับภาพลักษณ์ใหม่ผลิตภัณฑ์เบียร์ช้าง ส่งผลให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรก (ท็อป ออฟ มายด์) เพิ่มเป็น 4243% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 2627%นายชาลี กล่าวถึงภาพรวมตลาดเบียร์มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทในปีนี้ว่า มีอัตราเติบโตลดลง 10% แต่จากการที่บริษัทจัดกิจกรรมตลาดเชิงรุกเบียร์ช้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 67% และเบียร์อาชาเติบโตเพิ่มขึ้น 1314%
ทั้งนี้ จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงราคาสินค้าเบียร์ปรับราคาขึ้นมากกว่าสุรา เป็นผลให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในราคาประหยัดมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเบียร์ระดับบน (พรีเมียม) ซึ่งมีสัดส่วนราว 4% ของตลาดรวมเบียร์เติบโตลดลงไม่ต่ำกว่า 20%
“
เบียร์เฟดเดอร์บรอยของไทยเบฟฯ ซึ่งเป็นเบียร์ในตลาดระดับบนเช่นกัน สามารถรักษาการเติบโตได้คงที่” นายชาลี กล่าวปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดเบียร์ทุกยี่ห้อของบริษัทรวมกัน ได้แก่ อาชา และเบียร์ช้าง มีสัดส่วนอยู่ที่ 3536% โดยเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3% ขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในขณะนี้มีส่วนแบ่งรวมทุกยี่ห้ออยู่ประมาณ 60%
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าบริษัทมีแผนจะทำตลาดผลิตภัณฑ์เบียร์ยี่ห้อใหม่เพิ่มเข้ามาในพอร์ตเครื่องดื่ม พร้อมทั้งย้ำกิจกรรมการตลาดเชิงรุกเพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดรวมอีกไม่ต่ำกว่า 3% หรือเพิ่มเป็น 3840% ในปีหน้า







