
แนะธปท.ผ่อนเกณฑ์กู้เอสเอ็มอี
โพสต์ทูเดย์
— แกรนท์ ธอร์นตัน คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าโตน้อยกว่าปีนี้ แนะ ธปท.ผ่อนปรนความเข้มงวดปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีนายเอียน แพสโค กรรมการบริหาร บริษัท แกรนท์ ธอร์นตัน ผู้ให้บริการคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะมีอัตราการเติบโตน้อยกว่า 5.5% จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่ 5.5% เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มที่จะถดถอยลงอีกครั้ง แต่ก็เชื่อว่าภาคเอกชนของไทยจะรับมือได้ เพราะมีประสบการณ์จากวิกฤตในปี 2552 และปี 2540 มาแล้ว
อย่างไรก็ตาม บริษัทแนะนำว่าหากบริษัทใดที่มีรายได้จากการส่งออกเป็นหลักควรพึงตลาดในประเทศ หรือตลาดในภูมิภาคเอเชีย มากกว่าพึ่งพาตลาดอเมริกาและยุโรป
สำหรับผลการสำรวจธุรกิจนานาชาติ ด้วยการเปรียบเทียบประเทศไทยกับอีก 35 ประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับทัศนคติด้านบวกต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการคาดหวังรายรับของบริษัทขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ พบว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทและองค์กรธุรกิจต่างๆ คือ กฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารเอกชนในประเทศไทยต่อบริษัทขนาดเล็กที่ต้องให้มีหลัก ทรัพย์ค้ำประกัน เป็นต้น ทำให้มีองค์กรธุรกิจเพียง 48% เท่านั้นที่ขอสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยกว่าอัตราเฉลี่ยการขอสินเชื่อในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกที่มีองค์กรธุรกิจขอสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจที่ 69%
“
แบงก์ชาติน่าจะมีการผ่อนปรนนโยบายการปล่อยสินเชื่อ เพราะตั้งแต่ปี 2541 แบงก์ชาติมีการควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมาก จึงอยากให้สถาบันการเงินของไทยมีการผ่อนผันการให้สินเชื่อโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และหันมาดูเงินทุนหมุนเวียนแทน” นายเอียน กล่าวนอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยประสบปัญหา คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และขาดผู้บริหารระดับสูงทางด้านการเงิน การจัดการ และคุณภาพของแรงงาน รวมถึงความสามารถในการทำงาน เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ เป็นต้น
สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะมีผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี อยู่ที่ประมาณ 5.5% เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่คาดว่าสิ้นปี 2553 จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 11.3% ขณะที่การนำเข้าในปีนี้ คาดว่าจะมีการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 15% เพราะอุตสาหกรรมการผลิตและการบริโภคจากเอกชนมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นภายหลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางด้านการเมือง
จากปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้อุตสาหกรรมการจัดการและสัมมนา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานที่การจัดงานดังกล่าวของไทยค่อนข้างพร้อมสามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาได้ตั้งแต่ 3002,000 คน แต่พอเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้น ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวที่เคยมีการจองล่วงหน้า 12 ปีได้รับผลกระทบตามไปด้วย







