
ต่างชาติมองศก.ไทย54โตน้อยกว่าปีนี้
แกรนท์ ธอร์นตัน คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าโตน้อยกว่าปีนี้ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มถดถอยอีกครั้ง มั่นใจผู้ประกอบการไทยตั้งรับทัน
แกรนท์ ธอร์นตัน คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าโตน้อยกว่าปีนี้ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มถดถอยอีกครั้ง มั่นใจผู้ประกอบการไทยตั้งรับทัน
นายเอียน แพสโค กรรมการบริหาร บริษัท แกรนท์ ธอร์นตัน ผู้ให้บริการคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะมีอัตราการเติบโตน้อยกว่า 5.5% จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่ 5.5% อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีแนวโน้มที่จะถดถอยลงอีกครั้ง
เนื่องจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบครั้งล่าสุด เป็นเพียงแค่พยุงราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่ให้ตกลง และนักลงทุนนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในตลาดหุ้นในประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต เช่น บราซิล อินเดีย จีน และไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศเหล่านั้นเกิดภาวะเงินเฟ้อ และมีผลต่อค่าเงิน เป็นต้น
ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยอีกครั้ง บริษัทคาดว่าจากประสบการณ์ในปี 2552 ที่ผ่านมา และวิกฤตในปี 2540 จะช่วยให้องค์กรและบริษัทต่างๆ สามารถตั้งรับกับวิกฤตที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีและไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยบริษัทแนะนำว่าบริษัทที่มีรายได้จากการส่งออกเป็นหลักควรพึงตลาดในประเทศ หรือตลาดในภูมิภาคเอเชีย มากกว่าพึ่งพาตลาดอเมริกา และยุโรป
สำหรับผลการสำรวจธุรกิจนานาชาติ หรือ International Business Report : Thailand Country Focus ด้วยการเปรียบเทียบประเทศไทยกับอีก 35 ประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับทัศนคติด้านบวกต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการคาดหวังรายรับของบริษัทขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ที่มีพนักงานตั้งแต่ 20 – 599 คน จำนวน 150 บริษัท ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้พบว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทและองค์กรธุรกิจต่างๆ กฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของธนาคารเอกชนในประเทศไทยต่อบริษัทขนาดเล็กที่ต้องให้มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นต้น ทำให้มีองค์กรธุรกิจเพียง 48% เท่านั้นที่ขอสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งเป็นอัตราที่น้อยกว่าอัตราเฉลี่ยการขอสินเชื่อในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก ที่มีองค์กรธุรกิจขอสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจที่ 69%
แบงก์ชาติน่าจะมีการผ่อนปรนนโยบายการปล่อยสินเชื่อ เพราะตั้งแต่ปี 2541 แบงก์ชาติมีการควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากโดยเฉพาะการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งหากมองไปในต่างประเทศหลายประเทศมีการยกเลิกกฎดังกล่าวไปแล้ว ดังนั้นจึงอยากให้สถาบันการเงินของไทยมีการผ่อนผันการให้สินเชื่อโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และหันมาดูเงินทุนหมุนเวียนแทน ขณะเดียวกันก็ควรมีการปรับปรุงคุณภาพของสินเชื่อให้มัประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”นายเอียนกล่าว
นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรต่างๆ ในประเทศไทยประสบปัญหา คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และขาดผู้บริหารระดับสูงทางด้านการเงิน การจัดการ และคุณภาพของแรงงาน รวมถึงความสามารถในการทำงาน เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ เป็นต้น
สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะมีผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี อยู่ที่ประมาณ 5.5% เนื่องจากประเทศคู่ค้ามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่คาดว่าสิ้นปี 2553 จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 11.3% ขณะที่การนำเข้าในปีนี้ คาดว่าจะมีการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 15%
เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตและการบริโภคจากเอกชนมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่กำลังเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้นภายหลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางด้านการเมือง
นายเอียน เผยต่อว่า จากปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้อุตสาหกรรมการจัดการและสัมมนา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานที่การจัดงานดังกล่าวของไทยค่อนข้างพร้อมสามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาได้ตั้งแต่ 300-2,000 คน แต่พอเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้น ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวที่เคยมีการจองล่วงหน้า 1-2 ปีได้รับผลกระทบตามไปด้วย







