
บุกคลังต้านลดพื้นที่ใบยาสูบ
โพสต์ทูเดย์
— เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ 4 จังหวัด ร้องขุนคลังรมว.สาธารณสุข ทบทวนลงนามดับเบิลยูเอชโอ หวั่นสูญอาชีพรายได้ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์ จ.สุโขทัย และ จ.เพชรบูรณ์ และเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบสายพันธุ์เตอร์กิซ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.มหาสารคาม ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ในฐานะกำกับดูแลโรงงานยาสูบและกรมสรรพสามิต ให้เข้ามาดูแลผลกระทบต่อเกษตรกร
เนื่องจากเกษตรกรกังวลว่า การที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมประชุมองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าด้วยเรื่องยาสูบ วันที่ 1519 พ.ย.นี้ ที่ประเทศอุรุกวัย จะมีการลงนามเพื่อปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกข้อ 9, 10, 17 และ 18 จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง จนอาจทำให้ต้องเลิกอาชีพปลูกยาสูบไป และจะสูญเสียรายได้จำนวนมาก
ทั้งนี้ ทางกลุ่มเกษตรกรต้องการขอให้รัฐบาลไทยไม่รับรองแนวทางการปฏิบัติดังกล่าวเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่มีการปลูกยาสูบอีกจำนวนมาก ไม่เช่นนั้นจะมีเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบได้รับผลกระทบกว่า 1.8 หมื่นครอบครัว
"แต่ละปีไทยมีการผลิตใบยาเบอร์เล่ย์มากกว่า 40 ล้านกิโลกรัม สร้างมูลค่าและรายได้กว่า 2,400 ล้านบาท โดยขายให้ตลาดต่างประเทศและสร้างรายได้จากการส่งออกประมาณ 1,400 ล้านบาท ซึ่งการปลูกยาสูบเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของชาวไร่กว่า 1.8 หมื่นครอบครัว คิดเป็นจำนวนเกษตรกรกว่า 1.44 แสนคน ยิ่งไปกว่านั้นรายได้นี้เป็นแหล่งจุนเจอชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่อีกกว่า 3.6 แสนคน นำรายได้เข้าจังหวัดสุโขทัยและเพชรบูรณ์ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาทต่อปี"
นอกจากนี้ ทางกลุ่มเกษตรกรยังได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เพื่อขอให้ทบทวนการดำเนินการในเรื่องนี้ทั้งหมด และรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบด้วย
นายประดิษฐ์ กล่าวว่า หากเกษตรกรปลูกใบยาสูบไม่ได้ จะส่งผลกระทบการผลิตบุหรี่ของโรงงานยาสูบเพราะไม่มีวัตถุดิบ นอกจากนี้รัฐบาลควรมีแนวทางที่ชัดเจนหากให้เกษตรกรเลิกปลูกใบยาสูบ จะมีวิธีการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรอย่างไร







