
ตลท.แนะติดตามสถานการณ์สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ
เตือนอย่าตื่นตระหนก ขอให้นักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูล ชี้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยแกร่ง ต่างชาติจ่อไหลเข้า โบรกฯชี้หลุมหลบภัย
เตือนอย่าตื่นตระหนก ตลท.ขอให้นักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูล ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง ต่างชาติยังชอบหุ้นไทย โบรกฯชี้หลุมหลบภัย
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า หุ้นไทยปรับตัวลงตามตลาดภูมิภาค หลังยังกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน
อย่างไรก็ตาม พื้นฐานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังแข็งแกร่ง คาดว่าเดือนพ.ค.นี้ กระแสเงินทุนต่างชาติมีโอกาสกลับเข้ามาแต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบด้านการส่งออกและจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ขณะเดียวกันด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือว่ายังเติบโตได้ดี
ดังนั้น ประเมินว่าพื้นฐานของบจ.มีความสำคัญ และความสามารถในการทำกำไร แต่ยังคงต้องติดตามปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยล่าสุดได้เดินทางไปประชุมที่ต่างประเทศ หลังจากได้รับคำเชิญจากสหประชาชาติ ให้ไปบรรยายเรื่องความยั่งยืน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากสถาบันต่างชาติที่ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นภูมิภาค
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. ขอให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่เตรียมเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเป็น 25 %จากเดิม 10 %ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ โดยขอให้นักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูล อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน ตลท.อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยให้มากขึ้น หลังจากที่ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีสัดส่วนรายย่อยซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่านักลงทุนสถาบันที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 17,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรายย่อยชะลอการลงทุน และเปลี่ยนไปลงทุนตราสารอนุพันธ์มากขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์ระบุความกังวลสงครามการค้ารอบใหม่จะกดดันตลาดหุ้นโลก ดังนั้นแนะนำให้ลงทุนหุ้นในประเทศที่ได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เมื่อประเด็นภายนอกรุมเร้าตลาดหุ้นโลกเช่นนี้ และจะกดดันให้ตลาดหุ้นไทยผันผวน จึงต้องหันมาหาหุ้นที่เป็นหลุมหลบภัยจากสงครามการค้า นั่นคือ หุ้นที่อิงกำลังซื้อในประเทศที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรกโดดเด่น
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซียพลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่
1.หุ้นในประเทศ ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ
2. หุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการโดดเด่นในไตรมาส 1/62 สำหรับหุ้นเด่น เลือก SEAFCO ราคาเป้าหมาย 11.30 บาท ราคาเริ่มฟื้นตัว และมีโมเมนตั้มดีจากกำไรสุทธิไตรมาส 1/62 ที่คาดว่าโดดเด่นทำ
ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องที่ 121.8 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 157% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
นอกจากนี้แนะนำหุ้น ROBINS ให้ราคาเป้าหมาย 70 บาท เป็นหุ้นค้าปลีกที่คาดว่าราคาปิดต่อกำไร(พี/อี)ปี 2562 ต่ำสุดในกลุ่มเพียง 20.5 เท่า และลักษณะธุรกิจหลักๆ เป็นการบริโภคภายในประเทศ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นสงครามการค้า







