
QE2 กับการโยกเงินไปมาระหว่างกลุ่มหุ้น
....พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
แผนอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ของสหรัฐและญี่ปุ่นหนุนตลาดหุ้นทั่วโลก ตลอดจนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และมีแนวโน้มผลักดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นต่อ
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เฟดนำร่องประกาศแผนอัดฉีดเงินระลอกสองเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐ (QE2) มูลค่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย จากนั้นอีก 2 วัน ญี่ปุ่นประกาศรายละเอียดแผนปั๊มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทำนองเดียวกัน มูลค่า 6.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
การผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณระลอกสองนี้ หนุนราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก EPFR Global รายงานว่า ปีนี้มีเม็ดเงินทะลักเข้าตลาดหุ้นอีเมอร์จิงแล้ว เกือบ 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐและไหลเข้าตลาดตราสารหนี้อีเมอร์จิงอีกกว่า 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ยังผลให้
ตลาดหุ้นโลกวิ่งกลับไปสู่จุดที่สูงกว่าก่อนเกิดวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลายเมื่อเดือน ก.ย. 2551
ทองคำพุ่งจ่อ 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ราคาน้ำมันดิบยืนเหนือ 87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 7 เดือน
ดัชนีหุ้นไทยพุ่งแตะ 1,050 จุด สูงสุดในรอบ 14 ปี วอลุมซื้อขายหุ้นโป่งกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน
กระแสเงินทุนไหลบ่าเข้าอีเมอร์จิงมาร์เก็ต นอกจากจะผลักดันราคาสินทรัพย์แล้ว ยังหนุนค่าเงินของอีเมอร์จิงมาร์เก็ตให้มีแนวโน้มแข็งต่อ ตลาดหุ้นไทยจึงมีแนวโน้มแกว่งขึ้นในระยะ 68 เดือนข้างหน้า ก่อนที่ QE2 จะหมดอายุลงในกลางปีหน้า อย่างไรก็ดี ความผันผวนระหว่างทางจะอยู่ในเกณฑ์สูง
การทะยานขึ้นของราคาหุ้นจะผลักดันค่าพีอีของตลาดหุ้นให้สูงขึ้น การระดมทุนระลอกใหม่ไม่ว่าจะผ่านการทำไอพีโอหรือการเพิ่มทุนจะเปิดกว้างขึ้น เมื่อเงินที่ถูกระดมไปด้วยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ ถูกนำไปใช้ซื้อสินทรัพย์ระลอกแล้ว ระลอกเล่า แรงกดดันฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นคือความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปที่ต้องรับมือให้ดี
น่าสังเกตว่า ธนาคารกลางของแต่ละประเทศกำลังเล่นดนตรีคนละคีย์ ซึ่งต่างจากช่วงเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ใหม่ๆ ที่ทุกประเทศร่วมมือกันกดดอกเบี้ยลงเร็ว ปัจจุบันขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐและญี่ปุ่นยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มด้วยการพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ธนาคารกลางยุโรปเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเชื่องช้า แต่อีกฟากหนึ่งของโลกนำโดยธนาคารกลางออสเตรเลียและอินเดียกลับนำร่องขึ้นดอกเบี้ยระลอกใหม่ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากสปีดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคต่างกันมาก คือ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจยังฟื้นตัวเชื่องช้าและประสบปัญหาอัตราการว่างงานสูงลิ่วโดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศอีเมอร์จิง นำโดยจีน อินเดีย บราซิลและประเทศแถบเอเชียตะวันออก ฟื้นตัวรวดเร็ว
ประธานเฟดส่งสัญญาณว่า ต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐก่อน แม้ QE2 จะส่งผลข้างเคียงทำให้ค่าเงินของประเทศอื่น โดยเฉพาะกลุ่มอีเมอร์จิงแข็งค่าขึ้นมาก รวมถึงทำให้เกิดแรงกดดันฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ สถานการณ์เช่นนี้ จะทำให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดหุ้นอีเมอร์จิงและสินค้าโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าหุ้นทุกกลุ่มธุรกิจจะขึ้นถ้วนหน้า น่าสังเกตว่า ช่วง 12 สัปดาห์หลัง เกิด Sector Rotation หรือการโยกย้ายเม็ดเงินจากหุ้นกลุ่มหนึ่ง ไปยังหุ้นอีกกลุ่ม
หุ้นกลุ่มที่เงินไหลเข้า ได้แก่ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น พลังงานและปิโตรเคมี ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารที่เป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อของทุนต่างชาติ ได้ประโยชน์จากวัฏจักรเศรษฐกิจขยายตัวของไทยและราคาสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
หุ้นกลุ่มที่เงินไหลออก ได้แก่ หุ้นอสังหาริมทรัพย์ รับเหมาอาหาร รวมถึงหุ้น Defensive อย่างสาธารณูปโภค โรงพยาบาล
กลุ่มอสังหาฯ กังวลการออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และกำไรไตรมาส 3 ที่คาดว่าจะไม่ดี เพราะหมดอายุมาตรการกระตุ้นอสังหาเมื่อกลางปีนี้ ขณะที่หุ้นรับเหมาฯ และอาหาร ก่อนหน้านี้ได้ถูกปรับมุมมองในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ขึ้นมามากแล้วประกอบกับไม่มีประเด็นใหม่จึงถูกลดน้ำหนักเพื่อโยกเงินไปเข้ากลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก QE2
การทำ Sector Rotation อาจดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานปิโตรเคมี ที่วิ่งขึ้นเร็วมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหุ้นกลุ่มที่ถูกขายหนัก แรงขายยังไม่แห้ง ไม่ต้องรีบซื้อ ควรรอให้วอลุมหดตัวก่อน จึงค่อยเริ่มทยอยซื้อสะสม หุ้นในข่ายนี้ที่น่าสนใจติดตามได้แก่ กลุ่มอาหาร (CPF, TUF) กลุ่มรับเหมาฯ (STEC) กลุ่มค้าปลีก (CPALL) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (LPN, PS, SPALI)
การจับจังหวะตลาด โดยโยกย้ายเงินไปมามีความเสี่ยงที่อาจจับหุ้นผิดตัว การกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นชั้นนำในธุรกิจที่หลากหลายน่าจะเป็นทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงที่ดีกว่า แม้จะไม่ได้ผลตอบแทนสูงสุดก็ตาม







