
10 ปีเปิดเสรีประกันภัย ไทยพร้อมไม่พร้อม?
โดย ......วารุณี อินวันนา
โดย ......วารุณี อินวันนา
แม้ว่า ประเทศไทยจะมีการเปิดเสรีภาคธุรกิจประกันภัยในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า แต่ผลจากการเปิดเสรีภาคบริการทางการเงิน สำหรับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก ที่จะเริ่มอย่างเป็นทางการในอีก 5 ปีข้างหน้าปี ค.ศ.2015 หรือ พ.ศ. 2558 จะทำให้ธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งภายนอกประเทศ แต่ก็เป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะขยายธุรกิจในต่างประเทศได้เช่นกัน
สำหรับ การเตรียมความพร้อมของธุรกิจประกันภัยไทย นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย อธิบายว่า ที่ผ่านมาสมาคมฯได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจสำหรับการเปิดเสรีภาคประกันภัย โดยเฉพาะด้านอุปสรรคและความท้าทายในมุมมองของภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน เช่น มาตรการจูงใจด้านภาษี สำหรับธุรกิจที่ต้องการควบรวมกิจการให้แข็งแกร่ง และมีศักยภาพในการแข่งขันดียิ่งขึ้น เพื่อพร้อมรับการแข่งขันจากบริษัทประกันภัยต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ทั้งนี้ ทางสมาคมประกันวินาศภัย ได้ส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับแข่งขันที่สูงขึ้น และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจประกันภัยในต่างประเทศ พร้อมกับสร้างความมั่นคงด้านฐานะการเงิน พัฒนาการให้บริการให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ทันกับมาตรฐานสากล เพื่อให้ธุรกิจประกันไทยมีความพร้อมทั้งระบบในการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยจะต้องมีความแข็งแกร่ง มีขนาดเงินกองทุนที่เพียงพอถึงจะทำให้กลไกการแข่งขันเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ สำนักงาน คปภ. กล่าวว่า ในฐานะภาคกำกับดูแล ได้กำหนดเรื่องการเตรียมความพร้อมรองรับเปิดเสรีในอนาคตไว้ในแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 2 พ.ศ.2553-2557 ได้วางแผนสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน และ ยกระดับความเป็นมืออาชีพ ให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล จึงได้มีการกำหนดให้มีการใช้แนวทางการกำกับดูแลเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (RBC) โดยจะเริ่มนำมาใช้ในเดือนก.ย.2554 แบบขั้นบันได โดย 2 ปีแรกจะใช้ 125% และปี 2 ปีถัดไปจะต้องดำรง 140% หลังจากปี 2559 จะต้องมี 150%
สำหรับ ผลการทดสอบ RBC มี 96% ที่ผ่านเกณฑ์ เหลือเพียง 4% เท่านั้นที่ไม่ผ่าน จึงเชื่อมั่นว่าหากบริษัทประกันภัยไทยสามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ RBC ได้ จะสามารถแข่งขันได้เมื่อถึงเวลาเปิดเสรี
นอกจากนี้ในอีก 3 ปีข้างหน้า ทุกบริษัทประกันภัยจะต้องเป็นบริษัทมหาชน เพื่อให้การบริหารงานได้มาตรฐานและมีช่องทางในการระดมทุนที่หลากหลาย ส่วนบริษัทขนาดเล็กหากทำไม่ได้ภายใน 3 ปี ได้ทำการยืดเวลาให้อีกไปจนถึงปี พ.ศ. 2559 หากยังทำไม่ได้อีกจะยึดใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ
รวมถึง กฎหมายยังบังคับให้จะต้องมีนักคณิตศาสตร์ประกันภัยในทุกบริษัท จะได้คำนวณต้นทุนการทำธุรกิจที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้บริษัทมีความเพียงพอของเงินกองทุน และมีความสามารถด้านการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคต
นอกเหนือจาก คุณภาพด้านบริการ การเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาสนองความต้องการของผู้บริโภค
ด้าน ม.ล.ภู่ทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการส่วนการค้าบริการพหุภาคี สำนักเจรจาการค้าการลงทุน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศที่เรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดบริการประกันภยมากขึ้น 12 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป นอร์เวย์ สวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ปานามา อียิปต์ โดยประเด็นที่ไทยถูกผลักดันให้เปิดตลาดประกันภัย ขอให้เปิดเสรีบริการข้ามพรมแดนผ่อนปรน หรือยกเลิกข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติจาก 25% เป็นไม่เกิน 49% ยกเลิกการจำกัดสัญชาติผู้บริหาร
รวมถึง ขอให้ไทยอนุญาตการขยายสาขาของบริษัทประกันภัย ซึ่งปัจจุบันมีสาขาประกันชีวิตต่างประเทศ 1 แห่ง และ สาขาของบริษัทประกันวินาศภัย 5 แห่ง ซึ่งเป็นผลจากความหละหลวมของกฎหมายสมัยก่อน ทำให้มีช่องว่างก่อให้เกิดสาขาต่างประเทศในไทย โดยเฉพาะสาขาประกันชีวิตต่างประเทศที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดไทยไปมากถึง 36%
นอกจากนี้ ต่างชาติยังขอให้ยกเลิกมาตรการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำที่ต้องทำประกันภัยต่อภายในประเทศก่อนซื้อประกันภัยต่อจากต่างประเทศ และ ขอให้เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมีโอกาสให้ความเห็นต่อร่างกฎระเบียบใหม่
อย่างไรก็ตาม นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย ยืนยันว่า ธุรกิจประกันภัยไทย ยังต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการเตรียมความพร้อมและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรองรับการเปิดเสรีที่จะเกิดขึ้นอีกระยะหนึ่ง ถึงแม้ว่าการเปิดเสรีจะทำให้มีการพัฒนาระบบการประกันภัยในภาพรวมก็ตาม และผู้บริโภคอาจจะได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายมากขึ้น แต่การเปิดเสรีจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ และ การวางมาตรการในการกำกับดูแลที่เหมาะสมของภาครัฐ และมีการเปิดเสรีอย่างเป็นขั้นตอนจึงจะทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีประกันภัยอย่างแท้จริง







