
ถึงเวลาฝากโลกไว้ในมือเด็กๆ
15 มี.ค.ที่ผ่านมาเกิดเหตการณ์สำคัญซึ่งนับเป็นความหวังของสิ่งแวดล้อมในอนาคต
15 มี.ค.ที่ผ่านมาเกิดเหตการณ์สำคัญซึ่งนับเป็นความหวังของสิ่งแวดล้อมในอนาคต นั้นคือกรณีที่มีการรณรงค์ให้เยาวชนทั่วโลกหยุดเรียนออกมาประท้วงโลกร้อน
ข่าวในโลกโซเชียลเผยแพร่ภาพเด็กๆ ออกมาถือป้ายแสดงข้อความต่างๆ เช่น “อนาคตเราอยู่ภายใต้การตัดสินใจของคุณ” “โลกของเรามีค่ามากกว่าเงินทอง” “โลกกำลังจะตาย เลิกโกหกกันเสียที” ฯลฯ มีรายงานว่าเด็กนักเรียนกว่า 1.4 ล้านคน จาก 125 ประเทศทั่วโลกใน 2,000 กว่าเมือง ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องนี้ เพื่อจะบอกว่ารัฐบาลของพวกเขาต้องคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้คนรุ่นพวกเขาหรือต่อจากนั้นกลายเป็นเหยื่อของปัญหาโลกร้อน
หลายท่านคงทราบดีแล้วว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวสืบเนื่องจากแรงบันดาลใจที่พวกเขาได้จาก “เกรตา ทุนแบร์ย” เด็กหญิงสวีดิช วัย 16 ปี ที่นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของเยาวชนแล้ว เธอยังเป็นเด็กที่เพิ่งจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอีกด้วย
เกรตา เริ่มสร้างชื่อจากการหยุดเรียนไปนั่งประท้วงหน้ารัฐสภาสวีเดน หลังจากทราบว่ารัฐบาลของเธอไม่เดินตามข้อตกลง “ปารีส” ว่าด้วยการแก้ปัญหาโลกร้อน เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ตอนแรกเธอนั่งประท้วงคนเดียว ต่อมาก็มีเด็กคนอื่นๆ และแม้แต่ครูออกมาร่วมกับเธอ จนสื่อเริ่มให้ความสนใจ เธอได้รับเชิญไปพูดในเวทีประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 24 หรือ COP24 ที่ประเทศโปแลนด์
เธอพูดต่อหน้าผู้นำโลกบนเวที COP24 ด้วยประโยคเด็ดที่บอกว่า “พวกคุณบอกว่ารักเด็กมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่พวกคุณกลับขโมยอนาคตของเราไปต่อหน้าต่อตา” ปาฐกถาของเธอถูกแปลและเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหรือแม้แต่ผู้ใหญ่ เกิดความตื่นตัวในการเคลื่อนไหวในวงกว้าง
การเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชนเคยเกิดขึ้นแล้ว ก่อนหน้านี้เด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งในสหรัฐร่วมกันยื่นฟ้องกล่าวโทษประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะรัฐบาลของพวกเขาเพิกเฉยปัญหาโลกร้อน ส่งผลให้พวกเขาได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยมีทั้งคนที่ประสบภัยพายุเฮอริเคนเออร์มาในรัฐฟลอริดา และผู้ประสบภัยน้ำท่วมในรัฐหลุยเซียนาก่อนหน้านี้ได้เคยยื่นฟ้องประธานาธิบดี บารัก โอบามา มาแล้วในปี 2558
ที่เยอรมนีก็เกิดปรากฏการณ์โดดเรียน เดินขบวนเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วเมือง ทำให้พรรคการเมืองพากันตื่นตัวไปด้วยเพราะกลัวว่าเสียคะแนนจากเด็กรุ่นใหม่
ขณะที่เมื่อ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา เครือข่ายนักเรียน-นักศึกษาอังกฤษพากันทิ้งห้องเรียน ออกไปร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ และให้ถือเป็นภารกิจสำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิตบนโลกใบนี้ ต้องเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนโดยปฏิรูปให้เห็นถึงวิกฤตของระบบนิเวศ
เด็กมากมายเริ่มให้ความสำคัญกับอนาคตของพวกเขา กังวลว่าจะต้องตกอยู่ในปัญหาโลกร้อน ซึ่งไม่อาจจะบอกได้ว่าจะมีผลพวงอะไรตามมาอีกบ้างในอนาคต
ยังไม่นับถึงเด็กๆ ในบ้านเราก็ตื่นตัวเรื่องนี้เช่นกัน โรงเรียนหลายแห่งเริ่มปลูกฝังด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่จุดเล็กๆ ให้พวกเขาใส่ใจ ผู้เขียนเพิ่งจะไปเยี่ยมโรงเรียนรุ่งอรุณ ย่านบางขุนเทียน ที่ลงมือจัดการขยะอย่างจริงจัง มีการแจกแจงว่ามีขยะประเภทใดบ้าง ชั่งน้ำหนักเก็บสถิติ จนพบว่ามีปริมาณขยะมากถึง 200 กิโลกรัม/วัน สถิติทั้งหมดถูกแสดงขึ้นบอร์ดกลางของโรงเรียน เพื่อประเมินและวิเคราะห์ปัญหาว่าขยะที่ได้แต่ละประเภทจะนำไปใช้ต่ออย่างไร ละเอียดถึงขั้นล้างถุงพลาสติกก่อนแยก รวบรวมกระทั่งลวดเย็บกระดาษ
นี่เป็นคอลัมน์กรีนโปรเจกต์ฉบับสุดท้ายของผู้เขียน แม้คอลัมน์ด้านสิ่งแวดล้อมกรอบเล็กๆ กรอบหนึ่งกำลังจะหายไป แต่ความหวังที่จะได้เห็นความตื่นตัวในเรื่องนี้ไม่ได้หายไปด้วย โลกนี้ยังมีความหวังอยู่ในมือของเด็กๆ รุ่นต่อๆ ไปเสมอ







