posttoday
เอกชนเชื่อบาทแข็งต่อเนื่องหลังเฟดฉีดเงินเข้าระบบ

เอกชนเชื่อบาทแข็งต่อเนื่องหลังเฟดฉีดเงินเข้าระบบ

04 พฤศจิกายน 2553

เอกชนคาดเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ด้านคณะอนุกรรมการบีโอไอ เตรียมออกมาตรการบรรเทาผลกระทบค่าเงินบาทแก่นักลงทุน

เอกชนคาดเงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯออกมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ด้านคณะอนุกรรมการบีโอไอ เตรียมออกมาตรการบรรเทาผลกระทบค่าเงินบาทแก่นักลงทุน

นายธนิต โสรัตน์  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า  จากกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณรอบ 2 จะส่งผลให้เงินไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียมากขึ้นรวมถึงเมืองไทยด้วย ดังนั้นผู้ส่งออกจึงต้องเร่งปรับตัวรับมือกับภาวะค่าเงินบาทที่จะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นเร็วที่สุดกลางปี 2554 หรือช้าสุดตลอดปี 2554

ทั้งนี้ ล่าสุดผู้ส่งออกบางรายเริ่มมีการปรับตัวรับมือไว้ล่วงหน้าแล้วโดยเฉพาะการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน แต่แนวโน้มค่าเงินบาทที่อาจจะแข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ส่งออกเริ่มเจรจาขอขยับราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10-15% เพื่อชดเชยกับความเสี่ยงของค่าเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้บางรายเริ่มหยุดรับคำสั่งซื้อแล้ว เนื่องจากที่ผ่านประสบปัญหาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และบางรายเริ่มมีการลดกำลังผลิตลงบางส่วน เพราะไม่สามารถรับคำสั่งซื้อใหม่ได้ในระยะยาว เนื่องจากเกรงความผันผวนของค่าเงินในอนาคต

"ผู้ส่งออกต้องทำใจแล้วว่ามาตรการที่สหรัฐอัดฉีดเงินเข้าระบบถึง 6 แสนเหรียญสหรัฐ อย่างนี้ สุดท้ายเงินส่วนหนึ่งจะผ่านเข้าไปยังกองทุนเก็งกำไร ที่จะเอื้อให้เงินไหลเข้ามายังภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย และรัฐบาลไทยเองก็ชัดเจนว่าจะไม่ใช้มาตรการการขึ้นค่าธรรมเนียมหรือเก็บภาษีจากเงินที่เข้ามาเก็งกำไรเพิ่มเติมจากมาตรการเดิม ดังนั้นจากนี้ไปค่าเงินบาทคงจะทยอยแข็งค่าขึ้น”นายธนิต กล่าว

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 29.6-29.9 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าค่อนข้างนิ่ง แต่ก็เข้าใจว่านักลงทุนอยู่ระหว่างการรอดูมาตรการของรัฐสหรัฐอยู่ โดยภาคเอกชนคงไม่ต้องหวังว่าเงินบาทจะกลับไปอยู่ที่ 30-31 บาทต่อเหรียญสหรัฐเหมือนแต่ก่อนแล้ว และต้องทำใจว่าสิ้นปีนี้อาจเห็นเงินบาทหลุด 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ และระยะยาวมองกันว่าบาทอาจแตะที่ระดับ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกันผลพวงจากภาวะน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่เริ่มส่งสัญญาณจะกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าโดยเฉพาะอาหาร และเกษตรแปรรูป โดยคาดว่าจะเห็นราคาสินค้าเหล่านี้ขยับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง ดังนั้นการลดต้นทุนการผลิตจึงไม่ง่ายนักต่อสินค้ากลุ่มดังกล่าว ผู้ผลิตจึงต้องรับมือเป็นกรณีพิเศษ

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของไทย ที่ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จึงได้พิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ดังนี้ 1. มาตรการส่งเสริมการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติ การติดตั้งหุ่นยนต์ ชุดป้อนวัตถุดิบอัตโนมัติ เป็นต้น โดยจะยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจัก ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วน 70% ของเงินทุน ซึ่งจะต้องยื่นขอรับส่งเสริมภายในวันที่ 31 ธ.ค. 25554 และนักลงทุนจะต้องเสนอแผนการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิมอยู่ได้

2.การปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยจะกำหนดแนวทางตรวจสอบการถือหุ้นของคนไทยอย่างเข้มงวด เพื่อให้กิจการไทยได้รับสิทธิประโยชน์อย่างแท้จริง และจะขยายขนาดของโครงการจากเดิมที่กำหนดขนาดการลงทุนได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท เป็น 80 ล้านบาท เพื่อให้เอสเอ็มอีที่สนใจเข้ามารับส่งเสริมได้มากขึ้น

3. การปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนแก่กิจการที่เป็นอุตสาหกรรมส่งออกมากขึ้น ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามมมาตรา 36  เช่น ยกเว้นภาษีนำเข้าวัถุดิบที่นำมาผลิตเพื่อการส่งออก เป็นต้น โดยกำหนดเพิ่มกิจการอีก 10 กิจการ ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องหนัง รองเท้า เครื่องเรือนเครื่องตกแต่ง สิ่งทอ ของเด็กเล่น เครื่องกีฬา อัญมณีและเครื่องประดับ เลนส์ และสิ่งพิมพ์ จากเดิมที่ให้การส่งเสริมอยู่ 4 กิจการ ได้แก่ ชิ้นส่วนยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทจะเป็นโอกาสของภาคธุรกิจที่จะลงทุนเพื่อพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งสิทธิประโยชน์ดังกล่าวถือเป็นแรงจูงใจให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ทันสมัย โดยสามารถซื้อเครื่องจักรได้ในราคาถูก และทดแทนปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้

"ที่ประชุมเห็นว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปอีกระยะหนึ่ง จึงออกมาตรการส่งเสริมให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้ทมแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เพราะสาเหตุหนึ่งที่ภาคเอกชนได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากไม่มีการเตรียมตัวไว้ก่อน โดยมาตรการดังกล่าวคณะอนุกรรมการฯ จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานอีกครั้งในวันที่ 24 พ.ย. 2553"นายชัยวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมจะเสนอนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเพิ่มประเภทกิจการธุรกิจโรงพยาบาลให้กว้างขึ้น ซึ่งครอบคลุมกิจการโรงพยาบาล เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์บริการเทคดนโลยีทางการแพทย์และโลจิสติกส์เพื่อการพยาบาล โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ตลอดไป ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลในเขต 1 ยกเว้น 5 ปี เขต 2 ยกเว้น 7 ปี และเขต 3 ยกเว้น 8 ปี และทุกเขตยกเว้นภาษีเงินได้ 100% ซึ่งจะต้องยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนภายใน 31 ธันวาคม 2555

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน