
วิเคราะห์เลือกตั้ง 2562 แบบบ้านๆ (4)
คนไทยเปลี่ยน “นิสัย” ในการเลือกตั้งหรือยัง?
คนไทยเปลี่ยน “นิสัย” ในการเลือกตั้งหรือยัง?
ผู้เขียนใช้คำว่า “นิสัย” ซึ่งเป็นคำง่ายๆ แทนที่จะใช้คำว่า “พฤติกรรม” ซึ่งเป็นศัพท์ทางวิชาการ ก็เพื่อให้ออกแนว “บ้านๆ” ตามชื่อบทความ ที่ไม่อยากจะให้มีความซับซ้อนหรือเป็นวิชาการมากจนเกินไป และที่สำคัญก็คือเป็นการวิเคราะห์ “ตามกระแส” คือสิ่งที่ชาวบ้านสนใจ โดยที่ผู้เขียนก็วิเคราะห์เพื่อจะให้ชาวบ้านทั้งหลายนั้นเข้าใจง่ายๆ เป็นหลัก และจะได้ไม่บ่นว่า “การเมืองเป็นเรื่องปวดหัว” หรือเข้าใจยาก
“นิสัย” ของคนไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะต้องแยกมองออกเป็น 2-3 เรื่อง หนึ่งก็คือ การมองในประเด็นทางกฎหมาย ได้แก่ รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายพรรคการเมือง เป็นต้น สองก็คือ ลักษณะการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น ระบบหัวคะแนน ระบบผู้มีอิทธิพล ระบบการใช้อำนาจรัฐ และเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ เป็นต้น และสามก็คือ บรรยากาศทางการเมือง โดยเฉพาะ “กระแสความเชื่อความคิด” ตั้งแต่ผู้ปกครองลงมาถึงประชาชน ที่รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นด้วย
ในเรื่องแรก ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 นี้ ค่อนข้างจะ “เข้มงวด” ต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง และการควบคุมการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยยังคงกำหนดให้การเลือกตั้งนี้เป็น “หน้าที่” ซึ่งทุกคนที่มีสิทธิจะต้องไปลงคะแนนเลือกตั้งตามสิทธินั้นทุกคน หากใครไม่ไปก็ต้องแจ้งเหตุขัดข้อง มิฉะนั้นก็จะเสียสิทธิทางการเมืองบางอย่าง นอกจากนั้นการดำเนินการต่างๆ ของพรรคการเมืองก็มีพระราชบัญญัติกำกับไว้อย่างเข้มงวด โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องในกิจกรรมต่างๆ ของพรรค เช่น การเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่เรียกกันทั่วไปว่า “การทำไพรมารี” ซึ่งในครั้งนี้ยังอะลุ้มอล่วยไว้ก่อน เพียงแค่ให้แต่ละพรรคมีกระบวนการดังกล่าว “แบบลำลอง” แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ห้ามมิให้คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค “มาบงการ” หรือแทรกแซงและควบคุมการบริหารงานพรรค ดังนั้นการตรวจสอบการบริหารงานในพรรคก็ต้องเป็นไปอย่างจริงจัง อันเป็นหน้าที่ของ กกต. รวมถึงการควบคุมการหาเสียงและการดูแลกิจกรรมต่างๆ ของผู้สมัคร ที่จะต้อง “อยู่ในกรอบกฎหมาย” อย่างเคร่งครัด
ในเรื่องที่สอง แม้จะมีกฎหมายต่างๆ ควบคุมดูแลการเลือกตั้งไว้อย่างแข็งแรง แต่วิธีการในการไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ยังไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะระบบการใช้หัวคะแนนที่ใช้กันมาตลอดทุกครั้งในระบบการเลือกตั้งของไทย เพราะเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด เนื่องจากคนไทยชอบที่จะเลือกตั้ง “ตามๆ กัน” โดยอาศัยมีผู้แนะนำชักจูง อันมีเหตุมาจากสภาพสังคมไทยโดยเฉพาะในชนบท มักจะเป็น “สังคมแคบๆ” ที่ผู้คนรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากผู้สมัครคนใด “เข้าถึง” หัวคะแนน ที่ในอดีตก็คือคนที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ก็จะสามารถ “ประกันชัยชนะ” ได้เป็นอย่างดี แต่ภายใต้ระบบการซื้อเสียงที่มีมาโดยตลอด ได้ทำให้คนบางคน “ตั้งตน” เป็นผู้จัดการรวบรวมเสียงของชาวบ้านไปแลกกับเงิน จนกระทั่งเกิดธรรมเนียมว่า “เงินไม่มากาไม่เป็น” การซื้อเสียงจึงยากที่จะหมดไปจากสังคมไทย แต่ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือการใช้อิทธิพล ทั้งอิทธิพลในพื้นที่ที่มาจากหัวคะแนน หรือ “ขาใหญ่” ในพื้นที่ ก็ทำให้ผู้คนเกิดความเกรงกลัว แม้จะมีการนำเอาบัตรเลือกตั้งมารวมนับกันที่ส่วนกลาง เช่น อำเภอหรือจังหวัด แต่ด้วยสังคมแคบๆ ทำให้ผู้คนมีความหวาดระแวง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยและ “อยู่กันอย่างสุขสงบ” ก็จำเป็นต้องเลือก “ตามๆ เขาไป” ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยก็ยังมีอิทธิพลอีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากๆ นั่นก็คือ “อิทธิพลของรัฐ” ที่หมายถึงการใช้อิทธิพลของผู้ปกครองผ่านระบบราชการ ไป “บีบคอ” ให้ชาวบ้านต้องเลือกผู้สมัครในฝ่ายที่เป็นคนของรัฐหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐ (รัฐคือผู้มีอำนาจในการปกครอง ซึ่งในยุคนี้เข้าใจกันว่าคือทหาร) โดยถ้าหากผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างที่ผู้ปกครองคาดหวัง ข้าราชการในตำแหน่งต่างๆ ที่ดูแลพื้นที่ เช่น กองทัพ ตำรวจ มหาดไทย ศึกษา หรือสาธารณสุข ก็อาจจะ “มีอันเป็นไป” ภายหลังการเลือกตั้ง ไม่มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการ ซึ่งในสังคมไทยยังมีการใช้อิทธิพลในลักษณะนี้เสมอมา
เรื่องสุดท้าย คือบรรยากาศหรือสถานการณ์“กระแสการเมือง” ก็ต้องยอมรับว่าในเวลานี้ประเทศไทยมีระบอบการเมืองแบบที่คนบางกลุ่มเรียกว่า “ประชาธิปไตยในกำกับ (ของผู้มีอำนาจ)” ที่แม้ว่าโดยเจตนาดีของคณะผู้ปกครองว่าต้องการที่จะเห็น “การเมืองไทยใสสะอาด” ด้วยการแข่งขันในการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่าง “สุจริตและเที่ยงธรรม” ที่พรรคการเมืองและนักการเมืองจำนวนหนึ่ง (ที่บังเอิญเป็นจำนวนข้างมาก) อาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับการถูกควบคุม “อย่างละเอียดยิบ” ด้วยกฎหมายต่างๆ ในลักษณะนี้ จึงพยายามดิ้นรนและสร้างกระแสว่าถูกกลั่นแกล้งรังแก ซึ่งก็ได้รับการ “เห็นอกเห็นใจ” จากแฟนคลับหรือฐานคะแนนในฝ่ายของตนมากพอสมควร จึงดูเหมือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่าง “ฝ่ายที่เอาทหาร” กับ “ฝ่ายที่ไม่เอาทหาร” อันเป็นเรื่องปกติของการต่อสู้ทางการเมือง โดยเฉพาะการเอาแพ้เอาชนะในการเลือกตั้ง
ถ้าจะถามว่า “คนไทยเปลี่ยนนิสัยในการเลือกตั้งหรือยัง?” คำตอบที่ให้ได้ในเวลานี้ก็คือ “ยังไม่เปลี่ยน” คือยังคงเป็นไปในแบบ “เลือกตามๆ กันไป” ภายใต้การสร้างกระแสของนักการเมืองในแต่ละฟากฝ่าย แม้แต่ “คนรุ่นใหม่” หรือผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งเป็นครั้งแรก (New Voters) ก็จะเลือกผู้สมัครในกลุ่มที่พวกเขาชื่นชอบนั่นแหละ ยิ่งในยุคนี้มีรูปแบบการสื่อสารสมัยใหม่ จำพวกโซเชียลมีเดียต่างๆ ยิ่งทำให้ผู้คนมีความคิดความเข้าใจทางการเมืองที่ “คับแคบ” เพราะจะ “เลือก” รับรู้และเข้าใจแต่เฉพาะเรื่องราวที่กลุ่มตนสนใจ จากนักการเมืองที่พวกเขาชื่นชอบ และจะตัดสินใจด้วย “อารมณ์ของกลุ่ม” เท่านั้น ทั้งนี้ไม่เฉพาะแต่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่คนไทยทั้งหลายก็ยังคงอยู่ใน “นิสัย” เยี่ยงนี้
ฝ่ายชนะน่าจะเป็นฝ่ายที่ “สร้างกระแส” ได้แรงที่สุดนั่นเอง







