
พ้นเส้นตายภาษีรถยนต์
สหรัฐเสร็จสิ้นประเมินมาตรา 232 ขึ้นภาษีรถ-ชิ้นส่วนนำเข้า
สหรัฐเสร็จสิ้นประเมินมาตรา 232 ขึ้นภาษีรถ-ชิ้นส่วนนำเข้า ทรัมป์มีเวลาต่อ 90 วัน ว่าจะขึ้นภาษีหรือไม่
วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ ได้ส่งมอบรายงานผลการศึกษาเรื่องการขึ้นภาษีรถยนต์นำเข้าให้กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการศึกษามาตรา 232 เพื่อพิจารณาการขึ้นภาษีรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ในฐานะที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ซึ่งหากขึ้นภาษีจริงอาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น ญี่ปุ่น และเยอรมนี และบรรดาซัพพลายเชนทั่วโลก ซึ่งรวมถึงไทย โดยเป็นการส่งมอบรายงานก่อนถึงเส้นตายเพียง 2 ชม. หลังจากเริ่มศึกษามาตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีที่แล้ว
รายงานระบุว่า ประธานาธิบดี ทรัมป์ มีเวลา 90 วัน หรือถึงช่วงประมาณกลางเดือน พ.ค. ในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของผลการศึกษาดังกล่าวออกมา
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า คาดว่าจะมีการตั้งกำแพงภาษีบางส่วนกับรถยนต์ที่ประกอบสำเร็จ หรือรถยนต์ที่ใช้ชิ้นส่วนหรือเทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) รถขับเคลื่อนเองอัตโนมัติ รถที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต และรถที่ใช้ในอุตสาหกรรมแชริ่ง อีโคโนมี เพียงแต่ยังไม่มีตัวเลขอัตราภาษีและรายละเอียดชัดเจน
ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยยานยนต์ที่รัฐมิชิแกน สหรัฐ ได้เปิดเผยรายงานล่าสุดว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากสหรัฐตั้งกำแพงภาษีรถยนต์นำเข้าจริงที่อัตรา 25% จะส่งผลให้แรงงานสหรัฐในภาคยานยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเสี่ยงตกงานถึงราว 3.67 แสนอัตรา
นอกจากนี้ ราคารถยนต์ขนาดเล็กในสหรัฐ ซึ่งรวมถึงรถที่ผลิตในสหรัฐเองด้วย จะแพงขึ้นราว 2,750 ดอลลาร์สหรัฐ/คัน (ราว 8.6 หมื่นบาท) ซึ่งจะฉุดยอดขายรถยนต์ในสหรัฐมากถึง 1.3 ล้านคัน/ปี และทำให้ผู้บริโภคหันไปหารถยนต์มือสองกันมากขึ้นแทน
ด้านนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิลของเยอรมนี ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า การที่ทรัมป์ให้ความเห็นว่ารถยนต์นำเข้าจากยุโรปเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงสหรัฐนั้นถือเป็นเรื่องที่น่ากลัว และย้ำว่าทุกวันนี้โรงงานผลิตรถของบีเอ็มดับเบิลยูที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ในเยอรมนี แต่เป็นรัฐเซาท์ แคโรไลนา ในสหรัฐ ซึ่งยังส่งออกไปตลาดจีนด้วย







