posttoday
จับสอง Megatrends โลก ไปกับ Digital Healthcare

จับสอง Megatrends โลก ไปกับ Digital Healthcare

12 กุมภาพันธ์ 2562

Global Megatrends คือ พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกตามปัจจัยของเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomic) และผลกระทบเรื่องภูมิศาสตร์ (Geostrategic)

เรื่อง วัทธิกร กิจจาวิจิตร AFPT™ Assistant Wealth Manager ธนาคารทิสโก้

Global Megatrends คือ พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกตามปัจจัยของเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomic) และผลกระทบเรื่องภูมิศาสตร์ (Geostrategic) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่รวดเร็วและรุนแรง กล่าวคือ สิ่งเดิมที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ (Disruption) ตัวอย่างเช่น สื่อสิ่งพิมพ์ในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี Smartphone ถึงแม้การระบุปัจจัยเหล่านี้จะค่อนข้างกว้างและมีตัวแปรที่หลากหลาย แต่หากสามารถระบุได้แล้วจะทำให้เกิดโอกาสมหาศาลในการลงทุน หากย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของการเข้ามาของเทคโนโลยีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หากเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างเช่น Amazon ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทค้าปลีกอันดับ 1 ของโลกที่เติบโตมากับการใช้เทคโนโลยี จะได้ผลตอบแทนสูงถึง 2,600% อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บริษัทอย่าง Apple ที่มีราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 4,700% ในระยะเวลา 20 ปี จากการเปลี่ยนแปลงมาผลิต iPhone และธุรกิจ Cloud Computing ซึ่งจะเห็นว่า การลงทุนใน Megatrends นั้น หากสามารถจับแนวโน้มได้ถูกต้อง ผนวกกับระยะเวลาการลงทุนที่มากพอที่จะตัดความผันผวนในระยะสั้นออกไป ก็จะทำให้เกิดโอกาสในการลงทุนและสร้างผลตอบแทนได้มหาศาล

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เติบโตแบบก้าวกระโดด อุตสาหกรรมต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในวงกว้าง (Digitalization) เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ที่สามารถผลิตรถยนต์ไร้คนขับ อุตสาหกรรมอาหารที่มีแอพพลิเคชั่นวัดจำนวนแคลอรีของอาหาร โดยการสแกนผ่านกล้องถ่ายรูปจากสมาร์ทโฟน ทำให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ในอดีตมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้นั้น ได้กลับเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น และหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจไปแบบก้าวกระโดด (Disruption) คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยมีตัวเร่งเป็นการเก็บและใช้ข้อมูลแบบ Big Data ที่ทำให้การบริการในด้านการแพทย์นั้นพัฒนาไปถึงจุดที่มีคุณภาพสูง มีความแม่นยำ และความรวดเร็ว ทำให้กลุ่มของการแพทย์ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ที่ถูกเรียกว่า Digital Healthcare นั้น กลายเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุดในปัจจุบัน และเป็นการรวมสอง Megatrends ของโลกเข้าไว้ด้วยกัน คือ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย

การเกิดขึ้นของนวัตกรรมช่วยให้การดูแลสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปจากแบบแยกส่วนไปสู่โมเดลสุขภาพแบบเชื่อมโยง เป็นการแพทย์ที่ติดตามไปทุกที่ แค่เพียงมีอุปกรณ์และตัวรับสัญญาณ อิงกับการวิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และมุ่งเน้นการป้องกัน ไม่ใช่เพียงแต่การรักษาโรค และสามารถส่งข้อมูลของผู้ป่วยให้แพทย์ได้โดยตรง ทำให้สามารถประหยัดเวลาในการเดินทาง เวลาในการเข้าพบแพทย์ และข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ ตัวอย่างเช่น บริษัท Teladoc ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำระบบเกี่ยวกับ On-demand Healthcare กล่าวคือ ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาผ่านทาง Skype กับหมอโดยตรงตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล อีกทั้งยังสามารถปรึกษากับหมอได้ทุกเวลาตามที่ต้องการอีกด้วย ปัจจุบันยอดผู้ใช้งาน และยอดการสมัครสมาชิกกับ Teladoc ขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 700% ในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีช่วยทำให้วงการการแพทย์ก้าวหน้าขึ้นอย่างไร

อีกตัวอย่างหนึ่ง บริษัท Dexcom ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องวัดเบาหวาน มีข้อดีคือ ไม่ต้องเจาะเลือดเหมือนอุปกรณ์เจาะเบาหวานอย่างในอดีต และสามารถวัดข้อมูลแบบ Real Time เพียงแค่ติดอุปกรณ์ไว้กับร่างกาย พร้อมมีข้อมูลบันทึกไว้ส่วนตัวที่สามารถเรียกดูได้ทุกเมื่อ นอกจากบริษัทที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีอีกหลายบริษัทที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการแพทย์และชีวิตประจำวัน เช่น บริษัทที่ศึกษาเรื่องการปรับเปลี่ยนดัดแปลงระดับพันธุกรรม เพื่อรักษามะเร็งอย่าง Illuminar หรือบริษัทที่นำเทคโนโลยีการจัดฟันแบบสามมิติระบบใหม่ พร้อมทั้งเทคโนโลยีจัดฟันแบบใสที่ชื่อว่า Invisalign ของ บริษัท Align Technology

จับสอง Megatrends โลก ไปกับ Digital Healthcare

ในอนาคตอันใกล้ สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันจะถูกนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ตู้เย็นที่สามารถระบุได้ว่าอาหารมีความสดใหม่อยู่หรือไม่ คอนแทกเลนส์ที่ใส่แล้วสามารถวัดค่าน้ำตาลในเลือดได้ แผ่นรับสัญญาณที่ติดไว้กับร่างกายที่สามารถช่วยวัดข้อมูลการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต รวมไปถึง เทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายแรงในกรณีที่ยังมีพฤติกรรมแบบเดิม เช่น อนาคตหากยังคงมีลักษณะนิสัยแบบนี้จะเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะเห็นว่า ไม่ได้มีเพียงแค่การรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังมีการป้องกันไว้ล่วงหน้าด้วยเพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ตัวอย่างเช่น หากอุปกรณ์สวมใส่ตรวจพบว่า มีโอกาสที่เนื้องอกจะเริ่มก่อตัวเป็นมะเร็ง จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนให้ระวัง เพื่อให้ผู้ป่วยรีบทำการรักษาก่อนที่จะลุกลาม และเทคโนโลยีทางการแพทย์สุดท้ายที่จะกล่าวถึง คือ เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติที่ช่วยให้สามารถพิมพ์อวัยวะเสมือนออกมาทดแทนอวัยวะที่สูญเสียไปได้ เช่น มือเทียม กระโหลกศีรษะเทียม หรือแม้กระทั่ง ดวงตาเทียม ซึ่งในประเทศไทยเราเริ่มมีโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นหลายโครงการ เพียงแต่ยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา

จะเห็นได้ว่า Digital Healthcare นั้นเกิดจากการผสานของเทคโนโลยี เข้ากับความก้าวหน้าทางการแพทย์ ความก้าวหน้าของจีโนโซม และข้อมูล Big Data ซึ่งจัดเป็น 2 Megatrends ในอนาคต ซึ่งการเข้ามาของ Digital Healthcare ถือว่าเป็นการปฏิวัติทั้งการดำเนินชีวิต และวงการแพทย์ แบบเดิมๆ ทิ้งไป (Disruption) ทั้งนี้เนื่องด้วยปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียง 5 ปีหลัง ทำให้หลายๆ บริษัทยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Early Stage) หากบริษัทเหล่านี้เข้าสู่ในสภาวะเติบโต มีกำลังการผลิตที่สูงขึ้น และสามารถขยายตลาดจนเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่ของมนุษยชาติในอนาคตจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมกับราคาหุ้นของบริษัทที่ทำ Digital Healthcare เหล่านี้ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นแรงเช่นเดียวกับกลุ่มเทคโนโลยีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?