
ผลวิจัยเผยเอกชนไทยไม่เข้าใจประชาคมอาเซ๊ยน
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่เข้าใจการรวมตัวเป็นเออีซี 79.5% ขณะที่ขนาดใหญ่ 75.3% ไม่เข้าใจ โดยภาคเกษตรไม่เข้าใจมากที่สุด 100% เพราะผู้ประกอบการเห็นเป็นเรื่องไกลตัว
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่เข้าใจการรวมตัวเป็นเออีซี 79.5% ขณะที่ขนาดใหญ่ 75.3% ไม่เข้าใจ โดยภาคเกษตรไม่เข้าใจมากที่สุด 100% เพราะผู้ประกอบการเห็นเป็นเรื่องไกลตัว
นายอัทธิ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยผลสำรวจความพร้อมและความเข้าใจของผู้ประกอบการไทยต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) พบว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไม่เข้า ใจเออีซีมากถึง 79.5% ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ไม่เข้าใจ 75.3% โดยกลุ่มเกษตรกรไม่เข้าใจ 100% ภาคอุตสาหกรรม 82.9% และภาคบริการ 74.8%
สาเหตุที่ทำให้ผู้ประกิบการธุรกิจยังไม่เข้าใจเรื่องเออีซี เพราะผู้ประกอบการมองว่าเออีซีเป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีผลลกระทบต่อกิจการจึงไม่ให้ความสำคัญและไม่ให้ความสนใจ ประกอบกับมีการประชาสัมพันธ์น้อยมาก ไม่มีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ รวมถึงการสื่อสารหรือการนำเสนอข้อมมูล หรือสื่อประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจได้ยาก เน้นการนำเสนอด้านวิชาการมากเกินไป
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบความเข้าใจของผู้ประกอบการไทยในปี 2552 และ 2553 1 ปี ผ่านไป ผู้ประกอบการไทยเข้าใจเออีซี เพิ่มขึ้น 5.1% โดยช่องทางที่ดีที่สุดในการรับรู้ข้อมูลเออีซีของผู้เประกอบการเอสเอ็มอี ได้แก่ โทรทัศน์ เว็ปไซต์ และหนังสือพิมพ์ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้รับข้อมูลผ่านเว็ปไซต์ โทรทัศน์ และการสัมมนาการประชุมกับภาครัฐ
สำหรับข้อมูลที่ผู้ประกอบการยังไม่เข้าใจและต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม เช่น การเปิดเสรีภาคบริการ มาตรฐยานสินค้าร่วมของอาเซียน กรอบการลดอัตตราภาษีศุลกากร หรือการเปิดเสรีการค้าสินค้า และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ เป็นต้น
“จากข้อมูลของสำนักเลขาธิการอาเซียน ไทยมีความเข้าใจเรื่องเออีซีอยู่เป็นอันดับที่ 10 หรือน้อยที่สุดในอาเซียน 10 ประเทศ การที่ไทยมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี ในอีก 4 ปี ที่จะเปิดเสรีเต็มตัว ก็ไม่มีทางทำให้เข้าใจหมดได้ รัฐบาลจึงต้องเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการไทย โดยในอีก 4 ปี จะต้องทำให้คนเข้าใจได้อย่างน้อย 50%” นายอัทธ์ กล่าว
ส่วนภาพรวมความพร้อมของธุรกิจไทยกับการแข่งขันในเออีซี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีความพร้อมในระดับต่ำ โดยกลุ่มธุรกิจที่ไม่พร้อมที่จะแข่งขันมากที่สุด ได้แก่ บริการสื่อสารคมนาคม ธุรกิจสุขภาพและสปา ก่อสร้าง ค้าส่ง ค้าปลีก ขนส่ง และการศึกษา เนื่องจากมีความพร้อมด้านจำนวนเงินลงทุน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนน้อย บุคลากรขาดทักษะด้านภาษา มีการบริหารงานแบบครอบครัว ขาดเงินทุนในการพัฒนาไอที และต้นทุนการผลิตและบริการต่อหน่วยของไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีความพร้อมแล้วทุกประเภทธุรกิจ
ด้านประโยชน์จากการเข้าสู่เออีซีในปี 2558 ที่มีต่อธุรกิจไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 59.4% มีความเห็นว่าเออีซีมีประโยชน์ต่อธุรกิจมาก ส่วนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ 72.8% เห็นว่ามีประโยชน์มากเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ จากความเห็นของผู้ประกอบการ สิ่งที่ภาครัฐต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อเตรียมความพร้อมกับการแข่งขันในเออีซี ได้แก่ เร่งประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ชี้แจงข้อดี ข้อเสีย รวมทั้งแนะนำการเตรียมความพร้อมกับการแข่งขันเออีซี มีแผนงานและนโยบายส่งเสริมและช่วยเหลือที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นทางด้านการเมือง เป็นต้น







