posttoday

ส่งออกอ่วมบาทแข็ง เอกชนร้องรัฐบาลเร่งแก้ไข

02 กุมภาพันธ์ 2562

ภาคเอกชนเตรียมหารือเสนอรัฐเร่งแก้ค่าเงินบาทแข็งที่สุดในโลก ชี้กระทบวงกว้าง ทำรายได้เข้าประเทศลด คาดปีนี้โต1.12ล้านล้าน

ภาคเอกชนเตรียมหารือเสนอรัฐเร่งแก้ค่าเงินบาทแข็งที่สุดในโลก ชี้กระทบวงกว้าง ทำรายได้เข้าประเทศลด คาดปีนี้โต1.12ล้านล้าน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะกระทบผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องการส่งออกทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสินค้าอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้จะหารือกันในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อรวบรวมประเด็นปัญหาเสนอรัฐบาลให้เร่งแก้ไข เพราะขณะนี้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าที่สุดในโลก ไม่ได้แข็งที่สุดในอาเซียน ดังนั้นฝ่ายนโยบายต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจลงมาดูแลด้วย

"อย่ามาตอบว่าทุนเข้าไทยเยอะ รัฐต้องสร้างสมดุล ขณะนี้ไม่ไหวจริงๆ ผมยังไม่ได้บวกเลขว่ากระทบการส่งออกหรือเงินเข้าประเทศกี่แสนล้านบาท รัฐบาลต้องรู้ร้อนรู้หนาวด้วย ผมคิดว่าทุกฝ่ายมีตัวเลขหมด แต่ควรมีมาตรการดูแลกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าด้วย" นายพจน์ ระบุ

สำหรับการส่งออกสินค้าอาหารของไทยในปี 2562 คาดว่าจะมีมูลค่า 1.12 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.5% จากปี 2561 กลุ่มที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มมี 8 กลุ่ม ได้แก่ ไก่ ปลาทูน่าปรุงแต่ง กุ้ง มันสำปะหลัง เครื่องปรุงรส มะพร้าว สับปะรด และอาหารพร้อมรับประทาน ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าวและน้ำตาลทราย

"จากตัวเลข 1.12  ล้านล้านบาท คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32 บาท/ดอลลาร์ หากค่าเงินบาทแข็งเท่าไร เงินที่จะเข้าประเทศหายไปเท่านั้น อันนี้เป็นทางตรง ทางอ้อมคือรายได้ในมือของเกษตรกร ประชาชนหายไป และสุดท้ายหากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็ไม่พ้นที่รัฐบาลต้องลงมาดูแล" นายพจน์ กล่าว

นายพจน์ กล่าวอีกว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเปิดเสรีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อแปรรูปส่งออก โดยเฉพาะสินค้าประมง เนื่องจากขณะนี้ขาดแคลนประมาณ 40-60% ของการส่งออก ซึ่งที่ผ่านมามีการนำเข้าจำนวนมาก โดยมีมูลค่า 385,499 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารในปี 2562 คือ 1.การปลดล็อกใบเหลืองประมง การพ้นใบแดงไอเคโอ การลดจากประเทศที่ถูกจับตามองมาเป็นเทียร์ 2 ดังนั้นขณะนี้ภาพลักษณ์ไทยดีที่สุด 2.สินค้าอาหารไทยเป็นที่ต้องการของตลาดอาเซียน โดยเฉพาะซีแอลเอ็มวีที่ไทยครองตลาด 50-60% 3.ราคาพลังงานอยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ 4.การเมืองไทยมีการกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน

ด้านปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ 1.ความผันผวนการเมืองระหว่างประเทศ และสงครามการค้าที่จะกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก 2.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น 3.การแข็งค่าเงินบาท 4.รายได้ผู้บริโภคลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และ 5.สหรัฐตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย 11 รายการ

ข่าวล่าสุด

SA ส่งร้าน PESTO บุกสุขุมวิท 31 ชูพาสต้าเส้นสดสูตรอิตาเลียน