
ยังไม่จบ ทรัมป์เร่งสร้างกำแพงภาษีใหม่ จ่อขึ้นอีกหลายระลอก
รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าสร้างกำแพงภาษีถาวรด้วยกฎหมายการค้าที่แข็งแกร่ง เตรียมเก็บภาษีเพิ่มหลายอุตสาหกรรม แม้เผชิญความท้าทายทางกฎหมาย
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ของนโยบายการค้า โดยเร่งสร้าง "กำแพงภาษี" ของสหรัฐฯ ให้มีความถาวรและยากต่อการถูกศาลยกเลิก หลังมาตรการภาษีฉุกเฉินที่เคยใช้ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งถูกศาลสูงสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
มาตรการล่าสุด คือการเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% และ 12.5% กับ 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยอ้างเหตุผลว่าประเทศเหล่านี้บังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับได้ไม่เพียงพอ นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมาตรการภาษีชุดใหม่ที่รัฐบาลเตรียมทยอยประกาศในอีกหลายเดือนข้างหน้า
มาตรการในลำดับถัดไปจะครอบคลุมการสอบสวนปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของภาคอุตสาหกรรม การกล่าวหาว่าเวียดนามละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการคุ้มครองอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม
แดน อูจ์โซ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าสหรัฐฯ-แคนาดา กล่าวว่า ขณะนี้เป็น "จุดสิ้นสุดของจุดเริ่มต้น" ของนโยบายภาษีทรัมป์ และภายในช่วงปลายฤดูร้อนของสหรัฐฯ นโยบายการค้าส่วนใหญ่จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ใช้กฎหมายการค้าแทนกฎหมายฉุกเฉิน
ภาษีชุดใหม่อาศัยอำนาจตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวกับที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ดำเนินมาตรการกับจีนในวาระแรก และถือเป็นกฎหมายที่ผ่านการทดสอบในชั้นศาลมาแล้ว แตกต่างจากกฎหมายภาวะฉุกเฉินที่ศาลสูงเพิ่งวินิจฉัยให้การเรียกเก็บภาษี "Liberation Day" ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า ภาษีใหม่ครอบคลุมสินค้านำเข้าถึง 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าสหรัฐฯ และเข้ามาแทนภาษีชั่วคราว 10% ที่หมดอายุไปก่อนหน้านี้
รัฐบาลยังเตรียมใช้มาตรา 301 เปิดการสอบสวนกำลังการผลิตส่วนเกินของ 16 คู่ค้ารายใหญ่ ได้แก่ จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก และเวียดนาม โดยมุ่งตรวจสอบนโยบายอุดหนุนอุตสาหกรรมและการส่งออกของประเทศเหล่านี้
ภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นความชัดเจน
แม้หลายฝ่ายกังวลว่านโยบายดังกล่าวจะเพิ่มแรงกดดันต่อการค้าโลก แต่ภาคธุรกิจบางส่วนมองว่ามาตรการล่าสุดไม่ได้แตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์
มาร์ก บิสเซลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bissell Inc. ผู้ผลิตเครื่องดูดฝุ่นจากรัฐมิชิแกน เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนธุรกิจบนสมมติฐานว่าภาษีนำเข้าจะอยู่ในช่วง 10-15% จึงไม่ได้เร่งนำเข้าสินค้าจากจีนล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เมื่อโครงสร้างภาษีมีความชัดเจนมากขึ้น ภาคธุรกิจจะสามารถวางแผนการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานได้ง่ายขึ้น แม้ว่าหลายประเทศอาจต้องยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อรักษาสิทธิการเข้าถึงตลาดนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าราว 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาษีช่วยเพิ่มรายได้รัฐ แต่เสี่ยงถูกฟ้อง
นโยบายภาษีของทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลสหรัฐฯ หลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่กำลังเข้าใกล้ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
มาตรการ "Liberation Day" เพียงชุดเดียวสร้างรายได้ให้รัฐบาลประมาณ 166,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าปัจจุบันบางส่วนต้องคืนให้ผู้นำเข้า หลังศาลมีคำวินิจฉัยคัดค้าน
ขณะที่ภาษีชั่วคราวอีกชุดสร้างรายได้เพิ่มอีกกว่า 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต้องคืนเงินหากคำพิพากษาของศาลรัฐบาลกลางมีผลบังคับใช้
จอช ลิปสกี ประธานฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของ Atlantic Council มองว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคตอาจพึ่งพารายได้จากภาษีนำเข้ามากขึ้น โดยเปรียบเทียบว่ากำแพงภาษีของทรัมป์กำลังถูกสร้างขึ้น "อิฐต่ออิฐ" และมีความแข็งแรงมาก
ยังมีมาตรการใหม่ตามมาอีก
เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยืนยันต่อคณะกรรมาธิการการคลังของวุฒิสภาว่า รัฐบาลจะใช้ทุกเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ และลดการขาดดุลการค้า
แม้รัฐบาลระบุว่าอัตราภาษีใหม่จะไม่เกินกรอบที่กำหนดไว้ในข้อตกลงการค้ากับประเทศคู่ค้า เช่น 15% สำหรับสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเผชิญอัตราที่สูงกว่า แต่หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าทรัมป์อาจประกาศมาตรการใหม่โดยไม่คาดคิด
ล่าสุด ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษี 50% กับสินค้าแคนาดาหลายรายการ เช่น เบียร์ ผลิตภัณฑ์นม และอุปกรณ์ฮอกกี้ หลังแคนาดาปฏิเสธข้อเสนอด้านการค้า พร้อมทั้งขู่ระงับการค้ากับสเปน หากไม่เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมตามเป้าหมายของ NATO
นักวิเคราะห์เตือนว่า แม้นโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์จะมีความเป็นระบบมากขึ้น แต่การตัดสินใจแบบฉับพลันยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อระบบการค้าโลก และอาจเพิ่มต้นทุนให้ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจของสหรัฐฯ รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป.







